[Fic] SPELLS : Ch.03

posted on 02 Aug 2015 11:57 by yunjaekick

Title: SPELLS

Author: YunJaeKick

Main character: YunJae

Genre: AU, Period, Romantic, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

TALK : ฟิคเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น

 

 

Ch. 3 ~ คำอธิษฐาน ~

 

 

            เทศกาลลอยโคมประจำปีถือได้ว่ามีความสำคัญต่อศรัทธาของชาวเมืองเป็นอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่าการขอขมาแม่น้ำและผืนฟ้าด้วยโคมไฟอันงดงามหลากสีสันในคืนพระจันทร์เต็มดวงจะทำให้ตลอดทั้งปีไม่แล้งฝน ปลอดจากภัยพิบัติและทำสิ่งใดก็สำเร็จราบรื่นด้วยดี พระเจ้าแทจงทรงโปรดเทศกาลนี้เป็นพิเศษจึงมีรับสั่งให้ข้าราชการทุกส่วนภาคอำนวยความสะดวกแก่ราษฎรพร้อมทุ่มงบประมาณสรรสร้างงานนี้ให้สมบูรณ์แบบไม่แพ้ปีก่อนๆ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ราษฎรทุกระดับชั้นสามารถเดินเบียดบนถนนเส้นเดียวกันโดยไม่มีชนชั้นวรรณะมาเกี่ยวข้องนั่นเอง

            หนุ่มสาวจากชนชั้นทาสมักใช้โอกาสอันดีนี้ ใกล้ชิดกับหนุ่มสาวจากชนชั้นสูง เพราะไม่บ่อยที่จะได้ร่วมชมแสงสีไปพร้อมกันและหากโชคดีต้องตาต้องใจคุณชายจากตระกูลหนึ่งขึ้นมา พวกนางอาจได้รับใช้ใกล้ชิดในฐานะเมียทาสและมีชีวิตที่ดีขึ้นมากก็ได้

 

            เทศกาลนี้จึงเปี่ยมด้วยความงามและความสุขล้นเหลือ

 

            ชองยุนโฮโดดเด่นเสมอแม้อยู่ท่ามกลางฝูงชนมากหน้าหลายตา ดูเหมือนเขาจะชินชาเสียแล้วต่อการถูกสายตาจ้องมองอย่างชื่นชมและหมายปอง ยิ่งในยามนี้ข้างกายปรากฏคนงามรายล้อม ทั้งคิมจุนซูและซอเยจีที่อยู่ในอาภรณ์ราคาแพงทำให้กลุ่มผู้สูงศักดิ์จากบ้านสกุลชองตกเป็นเป้าสายตามากขึ้นไปอีก

            ซอเยจีเฝ้าส่งยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้งให้ท่านพี่ผู้งามสง่าไม่ว่างเว้น นางภูมิใจเหลือเกินยามท่านพี่คอยประคองเอวเน่งน้อยของนางไว้ข้างกาย เพื่อไม่ให้นางพลัดหายไปกับฝูงชน หัวใจนางพองโตทุกครั้งที่ท่านพี่ปฏิบัติต่อนางราวกับนางเป็นสิ่งล้ำค่าเสียเหลือเกิน

            ผิดกับคุณชายจุนซูที่ไม่ได้สนใจสหายรักกับน้องสาวของเขา หรือแม้แต่สายตาและเสียงซุบซิบชื่นชมในความน่ารักสดใสจากใครรอบกาย ทว่าคนตัวเล็กกลับตื่นตาตื่นใจต่อแสงสีของโคมไฟที่หลายๆ คนถือไว้ในมือ เสียงดนตรีจากวังหลวงช่วยเสริมให้บรรยากาศคึกคักเข้ากันได้ดีกับเสียงจอแจของผู้คน ตลอดสองข้างทางมีทั้งอาหาร ขนมให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณชายจากต่างเมืองสนุกจนไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว

 

            แต่ก็...

 

            ความจริงบอกว่าไม่รู้สึกถึงความผิดปกติในอะไรบางอย่างก็ไม่ได้ เนื่องจากทุกสายตาที่มองมาทางกลุ่มของพวกตนนั้นจดจ้องยาวนานกว่าปกตินัก ใช่ว่าคิมจุนซูไม่เคยเดินเคียงข้างชองยุนโฮแล้วถูกมอง ทว่าค่ำคืนนี้กลับรับรู้ได้ชัดเจนว่าทุกสายตาล้วนมองผ่านพวกเขาไปทางด้านหลังเป็นเวลานานและเปี่ยมความชื่นชมมากกว่า แน่นอนว่าคิมจุนซูไม่รอช้าหันไปตามทิศทางสายตาเหล่านั้นทันที

 

            อ้อ...

 

            คิมแจจุงที่ไม่พูดไม่จาตลอดทาง คิมแจจุงที่ไม่ได้อยู่ในอาภรณ์ราคาแพงเตะตา ทว่าความงามบนดวงหน้าเมื่อต้องแสงไฟประกอบกับแสงจันทร์ช่างดึงดูดให้คนเฝ้ายลแบบไม่รู้เบื่อ เรียกว่างามจนจันทรายังนึกอาย เช่นนั้นจึงทำให้แปลความหมายในสายตาหยาดเยิ้มจากบุรุษน้อยใหญ่ที่เอาแต่จ้องหน้าบ่าวรับใช้บ้านสกุลชองได้ว่า อยากกลืนกินลงท้องไปมากแค่ไหน แต่ก็แปลกที่คิมจุนซูต้องเบนสายตาขึ้นไปมองหน้าของสหายตัวสูงที่เอาแต่เดินไม่สนใจใครอย่างหาเหตุผลไม่ได้เช่นกัน

 

            บึ้งตึงราวกับมาทำสงครามก็ไม่ปาน

 

            “ดูสิ บุรุษพวกนั้นมองแจจุงตาไม่กระพริบเลยเชียว” เห็นสหายรูปงามหน้าบูดไม่มีสาเหตุ แล้วอยากแกล้งเย้าให้หายเบื่อ คุณชายน้อยจึงไม่รอช้ารีบกวนน้ำที่น่าจะขุ่นเพราะสาเหตุนี้ ให้ขุ่นจนมองไม่เห็นตัวปลาเลยทีเดียว “ข้าล่ะกลัวแทนแจจุงจริงๆ หากเผลอเดินหลงจากเราคงถูกลากไปรุมกินทั้งตัวเป็นแน่”

 

            กึก!

 

            ฝีเท้าหนักแน่นหยุดชะงักลงทันทีที่ถูกเสียงเจื้อยแจ้วของสหายรักปั่นป่วนอยู่ข้างหู หากแต่ชอง    ยุนโฮไม่ได้หันไปพูดกับจุนซูดังที่ใครบางคนคาดคิดไว้ ตรงกันข้ามคือหันไปเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้ตัวว่าตกเป็นหัวข้อสนทนาเลยสักนิด

            “เดินให้อยู่ในกลุ่มสิ เจ้าอยากหลงไปในฝูงชนหรือไง?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นราวกำลังตำหนิให้อีกฝ่ายนึกกลัวจนวางตัวไม่ถูก

            “ขะ...ขออภัยที่ทำให้นายน้อยมีโทสะ” คิมแจจุงไม่เข้าใจหรอกว่าตนทำสิ่งใดไม่เข้าหูเข้าตานายน้อย ทว่าโดนฟาดงวงฟาดงาใส่เช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้รีบขอโทษอย่างเคยชินให้หมดเรื่องไปเท่านั้น

            “ข้าหรือมีโทสะ หึ! ข้าไม่อ่อนไหวเพราะเรื่องของเจ้าถึงเพียงนั้นหรอก อย่าสำคัญตัวผิด” ปล่อยระเบิดลงกลางใจคนฟังเสร็จก็สะบัดหน้ากลับไปทางเดิม พร้อมก้าวฉับๆ โดยครั้งนี้ลืมโอบประคองเอวบางของเยจีไว้ดังเดิม

            สถานการณ์เช่นนี้ช่างเป็นผลดีต่อคนขี้เล่นแบบคุณชายน้อยยิ่งนัก คนตัวเล็กแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดให้มากความก็รีบดันให้คิมแจจุงเดินตามหลังนายน้อยจอมโทสะไปแบบไม่ให้คลาดโดยง่าย ส่วนตัวเองก็เดินเข้ามาประกบคุณหนูเยจีที่กระฟัดกระเฟียดจากการถูกพี่ชายเมินเฉยใส่จนแทบจะกินหัวแจจุงอยู่แล้ว

            “อุ๊ย! ปิ่นปักผมชิ้นนั้นสวยงามเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก น้องเยจีเรารีบไปดูกันเถิด”

            “ตะ..แต่ท่านพี่ไปทางนั้นแล้ว”

            “ไม่หลงกันง่ายๆ หรอกน่า มาเร็วมา เดี๋ยวก็มีคนชิงตัดหน้าไปก่อนหรอก” แม้ว่าหญิงงามจะไม่เห็นด้วยกับการเดินแยกจากกลุ่มไปมากแค่ไหน ทว่าคิมจุนซูก็มีแรงพลังมากพอจะกึ่งลากกึ่งจูงนางให้ตามติดออกไปด้วยอย่างง่ายดาย ปล่อยให้นายน้อยจอมหยิ่งกับบ่าวรับใช้คนงามได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

            เดิมทีคิมแจจุงไม่รู้หรอกว่าถูกคนชวนทอดทิ้งให้อยู่กับคนหน้าบึ้งเพียงสองต่อสอง เพราะไม่อยากให้นายน้อยบันดาลโทสะไปมากกว่านี้จึงทำเพียงก้มหน้าก้มตาเดินตามต้อยๆ แบบไม่มีปากมีเสียงเท่านั้น ความงดงามกับเสียงครื้นเครงไม่ทำให้อยากมีส่วนร่วมมากนัก ที่สำคัญคือไม่ชอบสายตาโลมเลียจากพวกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันพวกนั้นมากๆ เลยด้วย แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าคุณชายจุนซูกับคุณหนูเยจีพลัดหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ ใจที่นึกห่วงเรื่องความปลอดภัยมีมากเท่ากับใจที่กลัวนายน้อยตำหนิหากไม่รีบบอกกล่าวจึงส่งผลให้ริมฝีปากอิ่มงามกล้าเอ่ยปากกับเจ้านายหนุ่มก่อนเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

            คุณชายจุนซูเป็นคนสำคัญของนายน้อยนี่นา

 

            “นะ...นายน้อย” คงเพราะเสียงรอบข้างดังเกินไปผนวกกับน้ำเสียงหวานหูนั้นเบาจนโดนกลบ จึงทำให้การเรียกครั้งที่หนึ่งไม่ประสบผลสำเร็จดังใจหวัง “นายน้อยคือว่า...”

 

            เฮ้อ...

 

            คิดๆ ดูแล้ว ต่อให้ตะโกนเรียกจนคอแตกก็คงไม่เป็นผล หากนายน้อยยังเอาแต่จ้ำอ้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจคนขาสั้นที่พยายามวิ่งตามแม้แต่น้อย ดังนั้นคงต้องใช้วิธีไม้ตายที่ในชีวิตไม่คิดว่าต้องมาปฏิบัติกับนายน้อยเข้าจริงๆ

            คิมแจจุงตัดสินใจเร่งฝีเท้าขึ้นจนกลายเป็นวิ่งดุกดิกตามติดแผ่นหลังสูงใหญ่เข้าไปติดๆ ก่อนตั้งใจว่าจะคว้าเอาชายอา