[Fic] SPELLS : Ch.02

posted on 02 Aug 2015 11:56 by yunjaekick

Title: SPELLS

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae

Genre: AU, Period, Romantic, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

TALK : ฟิคเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น

 

 

Ch. 2 ~ สายใย ~

 

 

            เมืองหลวงในยามนี้ ไม่มีความแตกต่างจากเมื่อสามปีที่แล้วมากนัก คงเพราะบ้านเมืองสงบสุขมายาวนาน จึงทำให้ท้องตลาดหรือตามตรอกซอกซอยปรากฏเสียงหัวเราะจากชาวบ้านไม่ขาดสาย สิ่งที่เปลี่ยนไปคงเป็นตัวเขาเองมากกว่าที่บัดนี้ตัวสูงใหญ่กว่าเมื่อก่อนนัก จำได้ว่าตอนออกเดินทางจากเมืองหลวงเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มตัวเล็กเมื่ออยู่บนหลังอาชา บัดนี้กลับงามสง่าและเป็นผู้ควบคุมฝีเท้าม้าได้เด็ดขาดยิ่งนัก

            ชองยุนโฮในวัยสิบแปดขวบ นับเป็นบุรุษชนชั้นสูงที่รูปงามหาใครเทียบเคียงได้ยากยิ่งผู้หนึ่ง ใบหน้าเรียวรีรูปไข่ประกอบกับดวงตารียาวทรงเสน่ห์ทว่าแฝงไว้ด้วยความทระนงช่างรับกับสันจมูกโด่งได้รูปราวสวรรค์ปั้นแต่งให้เข้ากับริมฝีปากหนาน่าเชยชมเหลือเกิน

            นายน้อยแห่งสกุลชองรับรู้ได้ถึงความหมายที่แฝงในดวงตาของเหล่าสตรีน้อยใหญ่ที่จ้องมองมา ขณะเขาควบอาชาย่างผ่านเพื่อตรงไปยังบ้านหลังใหญ่อันอบอุ่น รู้ดีว่าพวกนางปรารถนาจะอยู่ในสายตาของเขามากเพียงใด ทว่าเขาไม่อาจมีไมตรีตอบรับพวกนางเพราะในสายตาพยัคฆ์คู่นี้แลเห็นสิ่งที่สวยงามกว่าใครในแผ่นดินมากอยู่แล้ว

            ชองยุนโฮเบือนหน้าไปมองบุคคลที่อยู่ข้างกายพร้อมแย้มยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนให้แก่เจ้าของร่างเล็กที่เพลิดเพลินอยู่กับการขี่ม้าชมเมืองราวกับเด็กตัวน้อยเห็นของเล่นแปลก คิมจุนซู สหายจากแดนไกลซึ่งขอติดตามมาท่องเที่ยวเมืองหลวงด้วยผู้นี้ คือนิยามของความน่ารักสดใสที่ตรึงหัวใจนายน้อยตระกูลชองได้อยู่หมัด

            “เมืองหลวงคึกคักยิ่งนัก ท่านพาข้ามาเที่ยวตลาดอีกได้หรือไม่?” เสียงใสราวกับระฆังแก้วนั้นชุ่มฉ่ำหัวใจคนฟังยิ่งนัก แน่นอนว่าเจ้าของร่างสูงก็กระตือรือร้นที่จะเอาใจคนน่ารักแบบสุดตัวเช่นกัน

            “โชคดีของเจ้าเพราะคืนนี้เมืองหลวงจัดเทศกาลลอยโคมอันยิ่งใหญ่ ข้าจะพามาดูแล้วกัน”

            “ดีเหลือเกิน! เจ้าช่างเป็นสหายที่ดีสุดยอดไปเลย”

            การได้เป็นสหายรักของคิมจุนซูนับเป็นเกียรติมากเกินพอ แต่ถ้าเขาสามารถเปลี่ยนจากสหายรักมาเป็นคนรู้ใจได้ก็คงดีกว่านี้ไม่น้อย

            ใช้เวลาพูดคุยกันได้ไม่นานก็พบว่าขบวนเดินทางมาหยุดอยู่หน้าบ้านสกุลชองอันทรงเกียรติแล้วจริงๆ ชองยุนโฮแลเห็นแล้วว่าสีหน้าของบิดาปรากฏรอยยิ้มยินดีมากเพียงใดที่ได้หวนคืนบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง ท่านพ่อคงคิดถึงใครตั้งมากมายที่รอรับอยู่หลังประตูใหญ่บานนั้น แต่สำหรับเขารู้สึกแต่เพียงความเฉยชาและคิดว่าการจากไปก่อนหวนกลับคืนล้วนเป็นเพียงเรื่องปกติของชีวิตเท่านั้น หลังประตูคงมีเพียงท่านน้า เยจีและบรรดาบ่าวรับใช้ยืนรออย่างกระตือรือร้น จึงไม่มีสิ่งพิเศษใดให้อยากพบเจอและคาดหวังจะเจอ

 

            คล้ายลืมเลือนบางสิ่งบางอย่างไปสิ้น

 

            “เยจีกับแจจุงจะตัวสูงแค่ไหนแล้วนะ”

            ประโยคนั้นของบิดาทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ายังมีใครอีกคนพำนักอยู่ในเขตรั้วสูงตระหง่านนี้ด้วย เป็นใครบางคนที่เขาไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากรับรู้ความเคลื่อนไหวทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มักได้ยินแต่เรื่องของเด็กคนนั้นจากท่านพ่ออยู่เสมอ การรู้ว่าคิมแจจุงยังอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนทั้งที่เขาเคยเตือนไว้แล้วว่าจงไปให้ไกลแสนไกล ยิ่งทำให้ชิงชังและไม่อยากก้าวเท้าผ่านบานประตูนี้แม้แต่น้อย

            “เคยได้ยินแต่ชื่อเยจี ท่านมีน้องชายชื่อแจจุงด้วยหรือ?” คิมจุนซูประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นท่านลุงมีรอยยิ้มอบอุ่นยามเอ่ยถึงบุคคลแปลกหน้าทั้งสอง ผิดกับชองยุนโฮที่แทบเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงจนสังเกตได้ชัด

            “ข้ามีน้องสาวชื่อเยจีเพียงคนเดียว ส่วนอีกคน...แค่เด็กรับใช้ในบ้านเท่านั้น” ตอบกลับด้วยอารมณ์ขุ่นมัวก่อนควบอาชาตามหลังขบวนรถม้าของบิดาเข้าไปในบริเวณบ้านโดยไม่ชวนสหายคนงามสนทนาให้มากความอีก

            กิริยาเช่นนี้ส่งผลให้คุณชายจุนซูหลานชายเสนาบดีกลาโหมผู้เปี่ยมไหวพริบสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เนื่องจากชองยุนโฮที่เขารู้จักหาใช่บุรุษที่เอ่ยถึงบุคคลอื่นด้วยน้ำเสียงหรือแววตาเย็นชามากถึงเพียงนี้ นับได้ว่าเป็นด้านใหม่ๆ ที่ได้รับรู้และแน่นอนว่าเด็กที่ชื่อแจจุงย่อมกลายเป็นความสนใจอันดับต้นๆ ของคนตัวเล็กเช่นกัน อยากรู้เหลือเกินว่าเป็นเช่นใดกันหนอจึงสามารถทำให้นายน้อยสกุลชองเสียกิริยามากถึงเพียงนี้

            คิมจุนซูจึงไม่รอช้ารีบควบอาชาตามติดเข้าไปในบ้านอย่างตื่นเต้น ถึงกระนั้นยังไม่ลืมมองสำรวจอาณาบริเวณบ้านท่านใต้เท้าคนสำคัญแห่งราชวงศ์ให้ถี่ถ้วนตามอุปนิสัยส่วนตัว ก่อนพบว่าบ้านหลังนี้ไม่มีความแตกต่างจากบ้านของท่านลุงตัวเองมากนัก เนื่องจากทั้งกว้างขวางและอุดมไปด้วนสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยพักพิงอย่างเป็นสัดส่วน บรรยากาศก็ร่มรื่นอุดมด้วยต้นไม้ดอกไม้สมกับที่มีทั้งนายหญิงกับคุณหนูคอยดูแล สิ่งที่ผิดแผกกันอย่างชัดเจนคือความเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองมากมายสำหรับการต้อนรับนายใหญ่กลับบ้าน เนื่องจากมีเพียงบ่าวรับใช้ยืนต้อนรับทางด้านหลังและมีบุคคลที่การแต่งกายแปลกแยกอีกสองคนยืนอยู่ด้านหน้า หาได้มีแขกด้านนอกหรืองานเลี้ยงครึกครื้นให้เปลืองเวลาพักผ่อนไม่

            คุณชายจุนซูผู้เป็นแขกกวาดส่ายตามองไปยังทุกผู้คนที่กำลังแย้มยิ้มและส่งเสียงหัวเราะไปกับนายท่านยูมยอง แต่การไม่รู้ว่าใครเป็นใครทำให้ไม่อาจทราบได้เลยว่าเด็กที่ชื่อแจจุงยืนอยู่ตรงไหนหรือมีหน้าตาเช่นใด ดังนั้นจึงตัดสินใจเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับชองยุนโฮที่กำลังถูกสองแม่ลูกล้อมหน้าล้อมหลังดีกว่า

            “นายน้อยคงจำเยจีไม่ได้ เพราะตอนนี้นางเติบใหญ่เป็นสาวงามแล้วใช่ไหม?” ได้ยินนายหญิง    ฮันบยอลโอ้อวดความงามของหลานสาวเป็นการใหญ่ ถึงกับทำให้จุนซูที่เดินเข้ามาเงียบๆ เผลอกรอกตาขึ้นฟ้าอย่างลืมตัว

            ยอมรับว่าซอเยจีเป็นสาวงามสะพรั่งราวกับดอกบัวกลีบงามที่ล่อให้มวลภมรมาดอมดมสมชื่อ ทว่าก็แปลกที่กิริยาแย้มยิ้มอย่างเอียงอายทั้งพยายามเกาะติดท่านพี่รูปงามของนาง ทำให้แขกผู้มาเยือนสัมผัสได้ถึงพลังงานแอบแฝงได้ดีทีเดียว

            ชองยุนโฮคงรักเอ็นดูนางเหมือนน้องสาวแท้ๆ คนหนึ่ง แต่นางอาจไม่หยุดเพียงตำแหน่งน้องสาวเป็นแน่

            “หลานจะลืมน้องสาวแสนดีคนนี้ไปได้อย่างไร เพียงแค่แปลกใจที่มีน้องสาวงดงามถึงเพียงนี้มากกว่า” รู้ว่าถูกชมไปตามมารยาทแต่นางก็หัวเราะน้อยๆ ให้อย่างเขินอาย ซึ่งคิมจุนซูทนมองต่อไม่ไหวจริงๆ

            “ยุนโฮ ข้าอยากพักผ่อนเพราะคืนนี้ต้องไปเดินงานลอยโคมอีก” คนตัวเล็กรีบอ้อนสหายรักให้พาเข้าที่พักเสียที แน่นอนว่านอกจากแววตาอาทรของชองยุนโฮที่ตอบกลับมา ยังมีแววตาแฝงไปด้วยความริษยาและไม่พอใจจากสองแม่ลูกจนชัดเจน

            “เมื่อครู่ท่านพ่อได้แนะนำสหายของข้าไปแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้ท่านน้ากับน้องหญิงดีต่อจุนซูตลอดเวลาที่พำนักอยู่ในบ้านแล้วกัน”

            “นายน้อยอย่ากังวลไปเลย สหายของท่านก็เหมือนลูกหลานน้าคนหนึ่งอยู่แล้ว”

            “คืนนี้ท่านพี่ไปเที่ยวงานเทศกาลหรือเจ้าคะ?” คนแม่ตกปากรับคำแบบไม่ใส่ใจมากนัก ด้านคนลูกก็เลือกไม่ทักทายก่อนเปลี่ยนไปเอ่ยถึงเรื่องกินเที่ยวคืนนี้แทน

 

            ร้ายจริงเชียว

 

            “หากน้องเยจีอยากไปด้วย เราก็ไม่ขัดข้องหรอก” การเป็นฝ่ายอนุญาตแทนคนตัวสูงของคิมจุนซู ทำให้พวกนางแทบเสียกิริยาไปเลยทีเดียว “ไปกันหลายคนสนุกดีนะยุนโฮ”

            “เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้นเถิด”

            “อืม...แล้วเด็กที่ชื่อแจจุงอยู่ไหนเสียเล่า ข้าอยากชวนเขาไปเที่ยวด้วย”

            “ไม่ได้!” หาใช่ชองยุนโฮที่รีบแทรกขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว หากแต่เป็นนายหญิงของบ้านที่เหมือนร้อนรนเพราะนามของเด็กคนนั้นเหลือเกิน “อ่ะ เอ่อ...คิมแจจุงเป็นเด็กไร้มารยาท หากพาไปด้วยเกรงจะทำให้หมดสนุกเปล่าๆ ดูอย่างวันนี้ยังไม่ยอมออกมาต้อนรับนายท่านกับนายน้อยด้วยซ้ำ”

            “อวดดีไม่เปลี่ยน” แค่ได้ยินชื่อก็หงุดหงิดรำคาญใจมากพอแล้ว ยิ่งได้ยินว่าคิมแจจุงไม่ยอมเสนอหน้ามายืนอยู่ตรงนี้ราวกับว่าเขาช่างต่ำต้อยไม่ควรคู่มาต้อนรับก็ทำให้ชองยุนโฮนึกรังเกียจสุดใจ “แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนเถิด ส่วนเจ้าเด็กนั่นอย่าไปใส่ใจเพราะพาไปด้วยก็หมดสนุก”

            เมื่อเจ้าบ้านตัดบทสนทนาเช่นนั้นจึงไม่มีใครคิดค้านให้มากความอีก ดูเหมือนสองแม่ลูกมีสีหน้าระรื่นขึ้นมาทันทีที่นายน้อยแสดงออกว่าไม่ปรารถนาจะเห็นหน้าคิมแจจุงแม้แต่ครั้งเดียว แน่นอนว่าคือสัญญาณอันดีของการทำให้กาฝากผู้นั้นไร้ตัวตนและหมดความสำคัญไปตามกาลเวลา ผิดกับคุณชายจุนซูที่ยังคงคิดว่าประเด็นความขัดแย้งนี้สามารถต่อยอดความสนุกได้มากมาย ยิ่งสหายรักแสดงออกว่าเกลียดมากเท่าใด เขาก็ยิ่งอยากรู้จักให้มากขึ้นเท่านั้น

            ใครใช้ให้เขาเป็นคนขี้เบื่อกันเล่า

 

spells

 

            คิมแจจุงเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากห้องทำงานของนายท่านยูมยอง รู้สึกหัวใจพองโตเหลือเกินที่มีโอกาสทำความเคารพและรับใช้นายท่านผู้เปี่ยมพระคุณเหมือนเก่าก่อนอีกครั้ง ถึงแม้เสียมารยาทไม่ได้ออกไปยืนต้อนรับนายท่านเหมือนคนอื่นๆ ทว่าลับหลังเขายังสามารถมาพบนายท่านโดยไม่ทำให้ใครอกแตกตายไปเสียก่อน

            หากย้อนไปถึงเหตุผลที่ไม่อาจออกไปเสนอหน้ารวมกลุ่มอยู่กับท่านลุงและบ่าวรับใช้ในตอนแรกได้นั้น เขาก็ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าเพราะนายหญิงกับคุณหนูเยจีกำชับให้ปฏิบัติตัวเหมือนไร้ตัวตนมากที่สุด หากเป็นไปได้ก็อยากให้เขาไปไกลๆ อย่ามาให้นายท่านเห็นหน้าด้วยซ้ำ แม้คิมแจจุงมีใจต่อต้านคำสั่งนั้นมากเพียงใดก็ตาม ทว่าเพื่อความสุขสงบของบ้านสกุลชองและการไม่ทำให้นายท่านทุกข์ใจต่อเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจึงจำใจทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “ไม่ต้องเจอหน้านายน้อยก็ดีเหมือนกัน” ถือเป็นข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของการถูกสองแม่ลูกกลั่นแกล้งกระมัง แจจุงไม่รู้หรอกว่านายน้อยที่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือร้ายมากแค่ไหน แม้ยังไม่มีโอกาสพบหน้าก็ขอหลบเลี่ยงให้ห่างเข้าไว้ เพราะถึงอย่างไรฤทธิ์ความร้ายกาจก็คงไม่เลือนหายลงไปมากนักหรอก

           

            กลัวจะเกลียดกันมากขึ้นด้วยซ้ำ

           

            “เจ้าคนนั้นน่ะ หยุดก่อนสิ!”

            กำลังคิดเรื่อยเปื่อยแบบเพลินๆ จนลืมระวังรอบกาย จึงทำให้น้ำเสียงสดใสที่ไม่คุ้นหูเสียงหนึ่งสามารถดึงให้เจ้าของร่างบอบบางชะงักฝีเท้าทันทีทันใด คิมแจจุงหันกลับไปมองเจ้าของเสียงปริศนาก็พบเพียงแค่คุณชายน้อยหน้าตาหมดจดในอาภรณ์ราคาแพงที่ส่วนสูงไม่ต่างจากกันคนหนึ่ง คุณชายผู้นั้นกำลังเดินตรงมาทางเขาพร้อมรอยยิ้มที่เหมือนนึกสนุกในอะไรบางอย่าง เพียงแค่คิมแจจุงเขลาเกินกว่าจะเดาออกเท่านั้น

            “คุณชาย...เรียกแจจุงหรือ?”

            “ไม่ผิดตัวจริงๆ ด้วย!” นอกจากไม่ตอบคำถาม คุณชายน้อยผู้ลึกลับยังร้องดีใจราวกับค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่าก็ไม่ปาน “เจ้าชื่อคิมแจจุง หลานชายหัวหน้าพ่อบ้านใช่หรือไม่?” ทั้งที่ร้องดีใจถึงเพียงนั้นแล้วยังถามเพื่อย้ำความแน่ใจอย่างกระตือรือร้น

            “คุณชายรู้จักแจจุง แต่แจจุงยังไม่รู้จักคุณชายน้อยเลยนะ” แทนที่จะตอบคำถามแบบไม่อ้อมค้อมตามประสาเด็กรับใช้ซึ่งมักเกรงกลัวเจ้านาย แต่คิมแจจุงกลับถามย้อนเพื่อเป็นการป้องกันตัวและไม่เสียเปรียบหากถูกอีกฝ่ายรู้ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป

            “ข้าชื่อคิมจุนซูเป็นสหายกับนายน้อยของเจ้า ข้ามาขออาศัยอยู่ที่นี่ไม่กี่วันก็จะไป”

            “คุณชายมาจากตระกูลคิมทางตะวันตกอย่างนั้นหรือ?”

            “ถูกต้อง ตระกูลของข้ากับตระกูลชองเป็นสหายกันมาช้านานแล้วล่ะ”

            “ถ้าเช่นนั้นคุณชายก็มีความเกี่ยวข้องกับเสนาบดีกลาโหมที่มาจากสกุลคิมทางตะวันตกน่ะหรือ?”

 

            เด็กคนนี้ฉลาด

 

            “อืม ข้าเป็นหลานของเขาเอง”

            “ตายแล้ว! แจจุงขออภัยที่เสียมารยาท ไม่คุกเข่าต่อคุณชาย”

            “ไม่ต้องๆ” คนตัวเล็กรีบเข้าไปพยุงคนที่ตัวบางไม่ต่างกันให้ขึ้นมายืนสนทนาตามปกติ “ข้าไม่ใช่คนทระนงในยศศักดิ์บ้าบอหรอกน่า”

            “ตะ...แต่นายน้อย...”

            “ยุนโฮถือ แต่ข้าไม่ถือนี่นา เราไม่ใช่คนเดียวกันเสียหน่อย”

            คิดๆ ดูแล้ว คิมจุนซูยังหาเหตุผลที่ทำให้บางคนในบ้านชิงชังเด็กแจจุงไม่ได้เลย โดยเฉพาะ        ชองยุนโฮที่เกลียดถึงขั้นได้ยินชื่อก็หน้าบูดบึ้งทันตา เพราะคิมแจจุงทั้งฉลาดทั้งรู้กาลเทศะ ที่สำคัญคือน้ำเสียงหวานๆ กับหน้าตางดงามชวนฝันขนาดว่าเพิ่งพบหน้าครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตามากถึงเพียงนี้ ไม่เข้าใจว่ายุนโฮทนตั้งแง่รังเกียจไปได้อย่างไร

            “ข้าชอบคุยกับเจ้านัก เช่นนั้นคืนนี้เจ้าก็ไปเดินงานเทศกาลเป็นเพื่อนข้าเถิด”

            “ไม่ได้หรอก เดี๋ยวคุณชายจะมัวหมองเพราะแจจุงเปล่าๆ” คิมแจจุงก้มมองสภาพตัวเองอย่างเศร้าใจ แม้นายท่านจะรักเอ็นดู ชอบซื้ออาภรณ์ดีๆ ให้สวมใส่จนดูสะอาดสดใสกว่าบ่าวรับใช้คนอื่น ทว่าด้วยชาติกำเนิดอันต่ำต้อยทำให้เขาไม่กล้าเอาตัวไปเดินเทียบคุณชายผู้นี้หรอก ยิ่งถ้านายน้อยรู้เข้ามีหวังได้ไล่ตะเพิดแทบไม่ทัน

            “โธ่...ข้าไม่คิดเล็กคิดน้อย แล้วเหตุใดเจ้าต้องดูถูกตัวเองด้วยเล่า อีกอย่างท่านลุงก็อนุญาตให้ข้าพาเจ้าไปด้วย ไม่เห็นต้องกังวลเลยนี่นา”

 

            โป้ปดครั้งที่หนึ่ง

           

            “แต่นายน้อย...”

            “เพราะยุนโฮต้องทำงานจึงไม่ว่างพาข้าออกเที่ยว ดังนั้นข้าจึงไม่มีเพื่อนไงเล่า เจ้าไปเป็นเพื่อนข้านะ...น้า”

 

            โกหกครั้งที่สอง

 

            “ตกลงๆ แจจุงยอมไปกับคุณชายก็ได้” ไม่ต้องให้อีกฝ่ายลงทุนโกหกเป็นครั้งที่สาม เพียงแค่โดนคนน่ารักออดอ้อนราวกับเด็กน้อยอยากได้ของเล่น ต่อให้เป็นคนใจแข็งดุจหินผาก็ต้องอ่อนยวบยอมศิโรราบแต่โดยดี ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาคิมแจจุงไม่ใช่คนใจแข็งเสียด้วยสิ

            “เย้! คืนนี้เจอกันหน้าประตูบ้านนะ” คุณชายน้อยโห่ร้องดีใจเสียเกินพอดี ก่อนนัดแนะเวลาพร้อมกำชับว่าห้ามผิดนัดเด็ดขาดแล้วจึงวิ่งดุกดิกจากไป ปล่อยให้คิมแจจุงต้องอมยิ้มส่ายหน้าให้อย่างนึกเอ็นดู

 

            น่ารักสดใสถึงเพียงนี้

            คุณชายจุนซูต้องเป็นคนสำคัญของนายน้อยแน่ๆ

 

spells

 

            ปกติชองยุนโฮชอบทำหน้าบึ้งอยู่แล้ว เวลานี้ยังสามารถทำหน้ายับย่นอย่างเปี่ยมโทสะขึ้นไปได้อีก  สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดจนแทบพ่นไฟออกมาจากปากคงเพียงมีเพียงสองประการเท่านั้น

            ประการแรก เขาเพิ่งทราบว่าคิมแจจุงถูกชักชวนให้ร่วมชมเทศกาลลอยโคมในค่ำคืนนี้ด้วย          ประการสุดท้าย จนป่านนี้เจ้าเด็กอวดดีก็ยังไม่โผล่หัวมา ปล่อยให้พวกเขายืนรอราวกับว่าตัวเองเป็นคนสำคัญเสียเต็มประดา

           

            ทุกสาเหตุล้วนมีที่มาจากคนๆ เดียวทั้งสิ้น

           

            “แจจุงไม่รู้จักเวลา เราก็ไม่จำเป็นต้องรอนี่เจ้าคะ” บุคคลแรกที่พูดแทนใจยังคงเป็นซอเยจีซึ่งบัดนี้หน้าบูดบึ้งไม่แพ้พี่ชาย นอกจากนางจะรำคาญใจที่ต้องมายืนรอเด็กเหลือขอไร้ค่าแล้ว นางยังเกลียดสหายของพี่ชายที่ชวนคิมแจจุงมาด้วยทั้งรู้ว่าไม่มีใครชอบหน้า

 

            เจ้ากี้เจ้าการนัก!

 

            “ออกเดินทางกันเถิด เพราะต่อให้เด็กคนนั้นมา ข้าก็ไม่อนุญาตให้ร่วมเดินทางไปด้วยอยู่ดี” แม้ยอมจุนซูได้ทุกเรื่อง แต่สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับคิมแจจุง ขอให้เขาเป็นคนตัดสินเด็ดขาดเองดีกว่า

            “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าไปกันก่อนเถิด ข้าจะรอแจจุงอยู่ตรงนี้เอง” หาใช่คำชี้ขาด ทว่าทุกชีวิตต้องยอมทำตาม โดยเฉพาะชองยุนโฮที่ไม่มีวันทอดทิ้งสหายรักไว้แต่เพียงลำพังเป็นแน่ “นั่นไง แจจุงมาแล้ว!” ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครตื่นเต้นยินดีไปด้วย กลับมีเพียงคุณชายตัวป่วนที่ร้องดีใจต่อการปรากฏกายของคิมแจจุงซึ่งรีบวิ่งกระหืดกระหอบมารวมกลุ่มกับเจ้านายอย่างสีหน้าไม่สู้ดี คงรู้สึกผิดมากที่ทำให้ทุกคนต้องรอ

            “ขออภัยคุณชาย นายน้อยกับคุณหนู คือ...ข้าเพิ่งรับใช้นายหญิงเสร็จ จึงมาสาย...” หากให้พูดตามตรงก็คือนายหญิงแกล้งให้เขาทำงานสารพัดจนแทบไม่มีเวลากระดิกตัวไปทางไหนมากกว่า

            “ไม่ต้องขอโทษหรอกน่า อย่างไรเราก็เต็มใจรอเจ้า” คุณชายจุนซูยังเป็นคนแรกๆ ที่ปลอบโยนให้คลายกังวล ขณะซอเยจีไม่อยากเสียกิริยาอ่อนหวานต่อหน้าพี่ชายจึงทำได้เพียงเชิดหน้าใส่จนแทบตั้งฉากกับท้องฟ้าอยู่แล้ว

            “สกุลชองสอนให้เจ้าเป็นคนไร้มารยาทตั้งแต่...” คำตำหนิก่นด่ามากกมายที่พร้อมพรั่งพรูออกมาจากเจ้าของน้ำเสียงทุ้มต่ำ ถูกพัดหายไปพร้อมกับสายลมเย็นซึ่งพัดผ่านมาทันทีที่นายน้อยผู้เกรี้ยวกราดหันไปสบดวงตาสีนิลดุจรัตติกาลของเด็กอวดดีที่ไม่ได้พบหน้ามานานถึงสามปี

 

            จันทราคืนนี้นวลเด่นยิ่งนัก

 

            เจ้าของร่างบอบบางราวจะแหลกสลายเพียงต้องลม เจ้าของดวงหน้านวลผ่องเสียยิ่งกว่าพระจันทร์สูงส่งบนท้องฟ้า เจ้าของริมฝีปากอิ่มงามที่กำลังขบเม้มน้อยๆ เพราะกลัวเจ้านายตำหนิชุดใหญ่พร้อมหลุบดวงตากลมใสลงอย่างสำนึกผิดผู้นี้หรือ คือคิมแจจุง

 

            กาฝากแห่งบ้านสกุลชอง

 

            “โตแต่ตัว ทว่าจิตสำนึกไม่โตตาม” สุดท้ายการตำหนิให้คิมแจจุงหน้าหม่นแสง คงเป็นธรรมเนียมเคยชินของชองยุนโฮไปเสียแล้ว ดังนั้นแม้เผลอทอดสายตามองสำรวจทุกองค์ประกอบของเด็กอวดดีไปชั่วครู่ก็ตาม แต่ไม่ลืมก่อกำแพงกั้นขวางเด็กคนนั้นให้อยู่คนละชนชั้นอยู่ดี

            “เจ้าเป็นเด็กไม่รู้จักโตหรือไง ถึงหาเรื่องแจจุงอยู่ได้”

            ก่อนหน้านี้ต่อให้ถูกนายน้อยหาเรื่องมากแค่ไหน คนงามก็มักก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี ทว่าบัดนี้มีคุณชายจุนซูมาช่วยเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยมให้อย่างน่ายินดี

            “เจอกันไม่ถึงวัน เจ้าก็เข้าข้างเด็กคนนี้แล้วหรือ?” เมื่อเทียบกับเขาแล้วคิมแจจุงไม่มีอะไรดีสักนิด เหตุใดจุนซูต้องเอาแต่ปกป้องไว้ด้วยเล่า

            “แจจุงน่ารักถึงเพียงนี้ ข้าต้องปกป้องเป็นธรรมดา ใครจะอยากสนทนากับคนที่โตแต่ตัวนิสัยยังเด็กกันเล่า”

            “นี่เจ้า!” จุนซูถึงกับตำหนิเขาต่อหน้าเด็กคนนี้ ช่างเป็นเรื่องน่าอับอายและให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด

 

            ข้าเอาคืนเจ้าแน่ คิมแจจุง!

 

            “เอาเถิดๆ ในเมื่อเจ้าไม่อนุญาตให้แจจุงไปเที่ยวกับเรา ข้าก็ไม่ขัดใจแล้วก็ได้ ปล่อยให้แจจุงรออยู่ที่บ้านแล้วกันนะ”

            “แจจุงเห็นด้วยกับคุณชายทุกอย่าง” เต็มใจอยู่เฝ้าบ้านแบบสุนัขผู้ซื่อสัตย์เลยด้วยซ้ำ แม้ยังไม่ได้ชำระความที่ถูกคุณชายจุนซูหลอกว่างานนี้นายน้อยไม่ว่างไปด้วยอีก ชักเจ้าเล่ห์มากเกินไปแล้ว

            ”อยากไปก็ไปสิ”

           

            เอ๋?

           

            ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ที่ได้ยินคำอนุญาตนี้หลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูปของนายน้อย ไม่ได้เข้าใจผิดว่าได้รับความเมตตาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนใช่ไหม?

            “จุนซูอยากให้เจ้าไปด้วยหรอก” ไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยถามขึ้นมาก่อน เพียงถูกสายตาเปี่ยมคำถามของทั้งจุนซู เยจีและคิมแจจุงพุ่งตรงเข้าใส่โดยพร้อมเพรียง ก็ทำให้ชองยุนโฮต้องรีบยกความปรารถนาของสหายรักขึ้นมาอ้างทันที

 

            อย่าเข้าใจผิด

 

            “อ้อ...เป็นเช่นนี้เอง ข้าต้องขอบใจเจ้าแทนแจจุงเสียแล้วล่ะ” ทั้งที่ปากบอกว่าเข้าใจ ทว่าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กับแววตาพราวระยับคล้ายล้อเลียนที่ส่งมาจากคิมจุนซู สามารถทำให้คนตัวสูงเสียกิริยาแทบจะในทันที

            “รีบเดินทางกันเถิด อย่ามัวพูดมากอยู่เลย” รีบเปลี่ยนเป็นเร่งเร้าให้ทุกคนเดินทางจนน่าขัน “เตือนไว้ก่อนว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ อย่าหลงเดินออกจากกลุ่ม เพราะข้าต้องดูแลจุนซูกับเยจีไม่มีเวลามาดูแลเจ้าอีกคน” ประโยคยาวเหยียดนี้ตั้งใจย้ำเตือนให้แขกไม่ได้รับเชิญจดจำเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

            “ขอบคุณนายน้อยที่กรุณา”

            เพียงคำขอบคุณก็พอแล้ว จำเป็นต้องส่งยิ้มมาให้ด้วยหรือไงเล่า คิมแจจุงช่างไม่รู้จักวางตัวเอาเสียเลย กับเขาไม่ต้องมายิ้มหวานหรือทำน้ำเสียงไพเราะให้ฟังหรอก เชิญเก็บไว้ปฏิบัติกับคนอื่นเพราะถึงอย่างไรชองยุนโฮคนนี้ก็ไม่หลงใหล ไม่หลงกลเสียให้ยาก

 

spells

 

ในแววตาคู่นั้น

คล้ายมีสายใยเบาบาง

พันเกี่ยว

รัดรึง

ไม่ทันตั้งตัว

 

spells

waiting for more

 

 

#ฟิคเวทมนต์

@YunJaeKick

 

Comment

Comment:

Tweet