[Fic] Amour : Amour XLIV (44)

posted on 15 Feb 2015 13:39 by yunjaekick directory Fiction

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

 

 

Amour XLIV

 

 

เป็นเช้าที่อากาศดีอีกวันของฤดูกาลก็ว่าได้ และวันนี้นายท่านกับนายหญิงแห่งบ้านสกุลปาร์กก็กระตือรือร้นในการตื่นเช้ากว่าปกติโดยไร้ความง่วงงุนให้เห็น แต่ก็ยังไม่ทันบรรดาบ่าวรับใช้ที่ล้วนพร้อมใจกันตื่นนอนก่อนเจ้านายเสียอีก คงเนื่องมาจากพวกเขาถูกปลุกด้วยเสียงเจื้อยแจ้วที่เมื่อคืนกว่าจะเงียบลงได้ก็ดึกแสนดึก พอเช้าก็ดังขึ้นอีกตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าเต็มดวงเลยด้วยซ้ำ ทว่าพวกเขาก็เต็มใจลืมตาขึ้นรับรอยยิ้มแรกของวันที่แม้หนวกหูไปบ้างแต่ก็น่าฟังและดีกว่าไม่มีให้ฟังนั่นเอง

นายหญิงของบ้านยืนมองภาพที่มีบ่าวรับใช้ยกน้ำชาและของว่างยามเช้าหายเข้าไปในห้องโถงใหญ่อันเป็นที่ประทับของหงส์งาม องค์ชายน้อยและบุตรชายคนเล็กของนาง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มและเป็นสุขกันอย่างถ้วนทั่ว เดิมทีแค่มีความสดใสของคุณชายน้อยพวกเขาก็ได้หัวเราะตลอดทั้งวันอยู่แล้ว ยิ่งมิอีกสองตัวป่วนมาร่วมด้วยก็ทำให้ค้นพบว่าความสุขยังสามารถพุ่งสูงได้อีก

คล้อยหลังบ่าวรับใช้ไปแล้วจึงปรากฏภาพของผู้ส่งสาส์นจากแดนไกลคนหนึ่งที่นายท่านปาร์กอนุญาตให้เข้าเฝ้าองค์ชายรองทันทีที่แสดงจุดประสงค์ของการมาเยือนให้ทราบ หลังจากนั้นจึงได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีดังออกมาจากหลังม่านประตูนั้นอีกระรอกใหญ่ จนผุ้เป็นเจ้าของบ้านต้องส่ายศีรษะเพราะความเอ็นดูอย่างต่อเนื่อง

นางหันไปยิ้มให้แก่สามีก่อนพากันเดินจากไปเพื่อเตรียมการบางอย่างในโถงรับแขกอันรโหฐานของบ้าน โดยปล่อยให้นางฟ้าน้อยๆ ทั้งสามใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้เต็มที่ก่อนแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน ซึ่งคงอีกนานเช่นกันที่บ้านสกุลปาร์กจะได้มีโอกาสใช้เป็นที่รวมตัวของเหล่าคนงามเช่นตอนนี้อีก

ผ่านหลังม่านประตูบานใหญ่นั้นเข้าไป ปรากฏภาพของคนตัวเล็กทั้งสามซึ่งมีความสำคัญต่อหัวใจของแผ่นดินอย่างยิ่งยวด พวกเขากำลังล้อมวงสุมหัวอยู่บนโต๊ะน้ำชาที่มีกระดาษแผ่นหนึ่งกางอยู่ กระดาษเปี่ยมความหมายที่ผู้ส่งสาส์นนำมาถวายถึงมืออย่างปลอดภัย

 

จดหมายจากอันซาง

 

“จดหมายจากซองจุงกิ!” น้ำเสียงหวานใสดังประสานกันอย่างพร้อมเพรียง แสดงออกถึงความตื่นเต้นยินดีต่อการมาเยือนของจดหมายจากแดนไกลฉบับนี้เหลือเกิน ในใจยิ่งบังเกิดความคิดถึงอย่างสุดแสนที่ในช่วงเวลาความสุขนี้กลับไร้เงาซองจุงกิรวมอยู่ด้วย ดังนั้นการได้รับข่าวจากสหายรักที่ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าต่อๆ กันมาแต่เป็นการได้อ่านลายมือของเจ้าตัวด้วยสายตา จึงทำให้พวกเขาอยากตะโกนร้องเสียให้บ้านพังลงมาเลย

“รีบอ่านเร็วเข้า” คิมแจจุงคะยั้นคะยอให้องค์ชายน้อยซึ่งถือเป็นสหายรักยาวนานกับเจ้าของลายมือรับหน้าที่เป็นผู้อ่านสาส์นโดยเร็ว แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็เต็มใจทำหน้าที่โดยไม่ขัดข้องเช่นกัน

พระหัตถ์เรียวเล็กหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมากางอ่าน พร้อมกับที่เสียงเจื้อยแจ้วตั้งแต่เช้าตรู่พลันเงียบกริบลงไปทันตา พวกเขาล้วนมีใจจดจ่ออยู่กับเนื้อความสำคัญราวกับไม่อยากพลาดแม้สักคำเดียว

.

.

.

‘ถึง สหายรักของข้า

 

ในที่นี่ไม่ได้หมายถึงแต่คิมจุนซูเท่านั้น และข้าเชื่อว่าเจ้าอีกสองคนก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่เช่นกัน 

น่าเสียดายที่เราทั้งสี่กว่าจะรู้ใจตัวเองและเห็นถึงมิตรภาพก็เมื่อวันที่ต้องจากกันไกลแสนไกล  หากแต่ข้าเชื่อเหลือเกินว่าในไม่ช้าพวกเราทั้งหมดคงได้หวนคืนมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

 

ข้าเฝ้ารอวันนั้นอย่างใจจดจ่อ

 

แน่นอนว่าข้าไม่ได้เขียนจดหมายมาเพื่อตัดพ้อต่อโชคชะตาเหล่านั้น ทว่าสิ่งที่ข้าอยากบอกคือเรื่องสำคัญที่พวกเจ้าคงรอฟังจากปากของข้าแม้ได้ทราบจากคนอื่นแล้วก็คาม

เพื่อนเอ๋ย...ข้าตื้นตันใจเหลือเกินที่จะบอกให้พวกเจ้าทราบว่าท้ายที่สุดข้าก็ได้พบกับคนที่อยากฝากชีวิตให้ปกป้องตลอดไป ยอมรับว่าในวันเก่าก่อนข้าอดอิจฉาพวกเจ้าไม่ได้ที่ล้วนพบเจอกับชายซึ่งแสดงออกว่ารักเจ้าหมดหัวใจ หากแต่ในวันนี้ตัวข้าก็ได้สมหวังแล้วเช่นกัน เพราะเขาบอกว่ารักข้าสุดหัวใจ

 

จูอาอินแห่งอุลซาน

 

น่าหัวเราะไหมเล่าที่สุดท้ายแล้วคู่กัดตัวฉกาจกลับกลายมาเป็นคนที่ข้ารักอย่างลึกซึ้ง รักแท้ที่ข้าไม่เคยเข้าใจและคิดเสมอว่าคงไม่มีวันได้พานพบ พอบังเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้ข้ามีความสุขเสียจนแทบสำลักตาย

 

หวังว่ารักนี้คงเป็นรักนิรันดร

 

สหายของข้าทั้งสี่ ข้าคิดถึงพวกเจ้ามากเหลือเกิน หวังว่าในบทสนทนาและเสียงหัวเราะน่ารำคาญของพวกเจ้าจะมีชื่อข้าปรากฏร่วมอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย

 

เฝ้ารอวันได้พบเจอกันอีกเสมอ

.

.

.

“จากซองจุงกิที่กำลังจะกลายเป็นชาวอันซางแซ่จูในอนาคต...โอ๊ย...น่าไม่อายที่สุด!” คิมจุนซูอ่านมาถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วก็ต้องสบถออกมาเพราะความออกตัวแรงของสหายรักที่ไม่คิดว่าจะเปิดเผยมากถึงเพียงนี้

 

จูจุงกิ?

ฟังไม่จืดเลยทีเดียว

 

“เป็นคนสุดท้ายในกลุ่มที่ได้เจอรักแท้ แต่คงได้แต่งก่อนใครเลยกระมัง” หงส์งามหัวเราะให้แก่ความน่ารักที่แฝงอยู่ในทุกตัวอักษรนั้นอย่างชัดเจน

“แต่พออ่านจดหมายแล้วแทนที่จะหายคิดถึง ดูเหมือนว่ายิ่งคิดถึงมากกว่าเดิมเสียอีก” ปาร์กยูฮวานตัดพ้อต่อโชคชะตาที่เล่นตลกต่อมิตรภาพของพวกเขาทั้งสี่ ทว่าบนใบหน้าก็ยังมีรอยยิ้มฉายชัดถึงความยินดีอยู่เสมอ

“งานแต่งคงถูกจัดหลังจากเจ้าและเจ้าพี่อภิเษกกันแล้ว หากพูดตามจริงคือเราทุกคู่ล้วนให้เกียรติเจ้าแต่งเป็นคนแรกนั่นเอง” พอพับเก็บจดหมายจากแดนไกลไว้กับกายเสร็จแล้ว องค์ชายน้อยก็หันมาหยอกเย้าหงส์งามที่กำลังวางมาดไม่ถูก

“เขายังไม่มาสู่ขอเลยน่า” ดวงพักตร์ปรากฏสีแดงเรื่ออย่างน่ามอง ออกจะเป็นการกดดันอยู่ไม่น้อยที่ต้องรับหน้าที่ออกเรือนคนแรกโดยมีอีกตั้งสามคู่เข้าแถวรอแต่งอยู่เช่นนี้ “ไปถามชองยุนโฮเองสิ...พูดถึงก็มาเลยทีเดียว”

การสนทนาที่กินเวลาตั้งแต่กลางคืนจนถึงย่ำรุ่งมีอันต้องจบลง เมื่อคนงามสังเกตเห็นบ่าวรับใช้มาเรียนเชิญพวกเขาทั้งหมดเข้าไปยังห้องรับรองแขกของบ้านสกุลปาร์ก และเขากับคิมจุนซูก็ต้องมีรอยยิ้มยินดีเนื่องจากต่างรู้แล้วว่าเหตุใดถึงต้องไปยังห้องรับรองในเวลานี้ คงมีแต่ยูฮวานน้อยเจ้าบ้านที่ใสซื่อเสียจนไม่รู้ในสิ่งใดเลย

“ยูฮวานมายืนใกล้ๆ ข้าสิ” หงส์งามเรียกให้คนที่ตั้งท่าจะวิ่งออกไปจากห้องเป็นคนแรกกลับมายืนตรงหน้า พร้อมจับอีกฝ่ายหมุนไปทางซ้ายทีทางขวาทีก่อนมองสำรวจใบหน้าเล็กๆ ที่ยิ่งปรากฏแววงุนงงในกิริยาของนายเหนือหัวอีกยกใหญ่ “อืม...เรียบร้อยดีมาก”

“แต่ข้าว่าหน้าซีดไปหน่อยนะ” องค์ชายน้อยก็เป็นอีกคนที่ช่วยสำรวจร่างเล็กและมองเห็นความไม่เรียบร้อยแม้จุดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม “เอ...เราควรจับยูฮวานแต่งตัวใหม่ดีหรือไม่?”

“พอแล้วน่า เดี๋ยวไม่ทันฤกษ์ยามหรอก”

“ทรงรับสั่งถึงสิ่งใดกัน ยูฮวานงงไปหมดแล้ว” ดวงตากลมใสจ้องมององค์ชายทั้งสองอย่างรอคอยคำตอบ ทว่าก็ได้รับเพียงรอยยิ้มกระจ่างใสกลับมาเท่านั้น

“ก็วันนี้เป็นวันของเจ้าไงเล่า” สุรเสียงหวานหูที่แฝงไว้ด้วยแววแห่งความตื่นเต้นจนออกนอกหน้าทำให้คิมจุนซูอดกระตือรือร้นไปด้วยไม่ได้

“เช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด ข้าคิดว่ายูฮวานงามจนหาใครเทียบไม่ได้แล้วล่ะ”

นั่นจึงเป็นครั้งสุดท้ายที่ปาร์กยูฮวานได้ยินเสียงสนทนาเจื้อยแจ้วจากนายเหนือหัวทั้งสอง เนื่องจากเขาถูกกึ่งลากกึ่งพาวิ่งตรงมายังห้องรับรองแขกที่แสนคุ้นเคยทันที สุดท้ายภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็สามารถทำให้ในลำคอตีบตันจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้อีก

นอกจากบิดามารดาและพี่ชายที่นั่งอยู่ในห้องอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนั้น ปาร์กยูฮวานยังเห็นได้ชัดว่าปรากฏเงาร่างสูงสง่าอีกสองร่างนั่งรวมอยู่ด้วย เมื่อขับไล่ความงุนงงทุกอย่างออกไปจากห้วงสติแล้วจึงเห็นว่าแขกผู้มาเยือนที่สำคัญเสียจนทำให้พวกเขาถูกเชิญมายังห้องรับรองแต่เช้า แท้จริงแล้วก็คือมังกรหนุ่มแห่งซออุลที่ประทับอยู่เคียงข้างแม่ทัพคู่ใจของพระองค์นั่นเอง

 

ท่านเนื้อคู่...

 

ชิมชางมินจ้องมองในทุกย่างก้าวที่คนตัวเล็กเดินเข้ามาพร้อมนั่งลงถัดจากปาร์กยูชอน ก่อนถูกขนาบอีกด้านด้วยหงส์งามและองค์ชายน้อยตามลำดับ ทางด้านของเขาเองก็มีนายเหนือหัวที่ไม่อาจละสายตาไปจากดวงพักตร์งดงามของคนรักไปทางไหนได้เลย ไม่น่าเชื่อว่าการไม่ได้พบหน้าเพียงแค่คืนเดียวจะทำให้พวกเขาถูกความคิดถึงโจมตีรุนแรงถึงเพียงนี้

จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขารีบอ้อนวอนและทูลขอให้องค์รัชทายาทช่วยปฏิบัติการในครานี้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่ว่ายามเขากลับซออุลไปแล้วยังสามารถอุ่นใจว่าปาร์กยูฮวานจะไม่ถูกใครอื่นฉกไปครองตัดหน้านั่นเอง

“องค์รัชทายาทยุนโฮเสด็จมาถึงบ้านสกุลปาร์กเช่นนี้ ทรงมีธุระใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพะย่ะค่ะ” การได้ยลพระบารมีในระยะใกล้สามารถทำให้นายท่านใหญ่ของบ้านออกอาการประหม่าได้มากเช่นกัน หากแต่ด้วยวัยและประสบการณ์ที่มากกว่าจึงทำให้อดีตแม่ทัพใหญ่ยังน่าเกรงขามอยู่เสมอ

“ข้ามาในนามผู้ใหญ่ฝ่ายแม่ทัพชิมที่อยากขอความเมตตาจากท่านทั้งสองมากกว่า” สุรเสียงทุ้มนุ่มเต็มไปด้วยความแน่วแน่แม้นั่นคือการขอร้องให้อีกฝ่ายเมตตาก็ตาม

“กระหม่อมและภรรยาเต็มใจให้การช่วยเหลืออย่างสุดกำลังพะย่ะค่ะ”

“หากข้าตั้งใจสู่ขอบุตรชายคนเล็กของท่านให้แก่แม่ทัพใหญ่แห่งซออุล พวกท่านขัดข้องหรือไม่?”

“สู่ขอ?!”

เสียงอุทานที่แฝงความตื่นตะลึงอย่างสุดขีดหาได้ดังมาจากใครอื่นนอกเสียจากผู้ถูกเอ่ยถึงแต่เพียงผู้เดียว  ปาร์กยูฮวานแทบถลึงกายลุกออกจากที่นั่งหากไม่ถูกหงส์งามคว้าแขนเอาไว้อย่างทันท่วงที ความเปิ่นที่ไม่สามารถรักษาให้หายในเร็ววันหรืออาจเป็นชั่วชีวิต สามารถเรียกรอยยิ้มให้แก่คนมองอย่างถ้วนทั่วเว้นเสียแต่สองผู้สูงวัยแห่งบ้านที่อยากกุมขมับให้เรื่องน่าอายของบุตรชายตัวน้อยเหลือเกิน

“ข้าหลงรักยูฮวานอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หวังว่าท่านทั้งสองจะเมตตาในรักของเราด้วย” ชิมชางมินถอยหลังไม่ได้และคงไม่ยอมให้การสู่ขอครั้งนี้เผชิญความล้มเหลว จึงรีบวอนขอความเห็นใจจากว่าที่พ่อตาแม่ยายด้วยอีกแรง

“ลูกชายคนเล็กของข้ายังเป็นเด็กไม่รู้จักโต ท่านแน่ใจแล้วหรือว่ารับมือไหว?”

“เง้อ...ควรส่งเสริมข้าไม่ใช่หรือท่านพ่อ?” ยูฮวานน้อยยู่ปากใส่บิดาอย่างแง่งอนที่ถูกหยิบยกเอาความจริงขึ้นมาทำให้ขายหน้า ถึงเป็นเด็กก็เป็นเด็กที่รู้จักรักแท้ได้เหมือนกันแหละน่า “ข้าเป็นฝ่ายเกี้ยวท่านเนื้อคู่ก่อนด้วย หากท่านไม่ให้แต่งข้าก็จะหนีตามเขาไปเลย”

“คะ...แค่กๆ” นายท่านปาร์กแทบสำลักน้ำลายที่ถูกบุตรชายคนเล็กถอนหงอกเข้าอย่างจัง

 

ร้ายมาก!

 

“ข้ายินดีรับเด็กไม่รู้จักโตของท่านไว้ดูแลชั่วชีวิต ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด” ยิ่งเห็นความน่ารักของคนตัวเล็กเปล่งประกายมากถึงเพียงนี้ แม่ทัพหนุ่มก็ไม่อาจตัดใจแต่ยิ่งจะฝังรากลึกลงไปทุกวัน

“รีบตอบตกลงก่อนพวกท่านจะขายหน้า เพราะเรื่องเล่าของยูฮวานอีกหลายเรื่องเถิด” มังกรหนุ่มยังคงทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนได้ดีเยี่ยมเช่นกัน

“หากเป็นเช่นนี้ข้าขอยกยูฮวานให้แม่ทัพชิมกำราบด้วยเถิด”

“ไชโย! ข้าได้แต่งงานกับท่านเนื้อคู่แล้ว องค์ชายดูสิๆ ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”

ยามปาร์กยูชอนพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอองค์ชายน้อย ในคราวนั้นเป็นหงส์งามที่โห่ร้องยินดีพร้อมลากเอาคนตัวเล็กทั้งสองออกมาวิ่งล้อมวงเพื่อระบายความดีใจอย่างร่าเริง มาครั้งนี้กลับเป็นฝ่ายคนถูกสู่ขอที่วิ่งไปรอบๆ อย่างสุดแสนยินดีเสียเอง แม้นายท่านกับนายหญิงรวมถึงพี่ชายต้องส่ายศีรษะเพราะความปลงตกในความเป็นเด็กไม่รู้จักโต ทว่าพวกเขาก็ยังปรากฏรอยยิ้มเอ็นดูไม่เสื่อมคลาย

 

เพราะเป็นเช่นนี้...

ชิมชางมินจึงถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น

 

Amour

 

พิธีสู่ขอแบบเรียบง่ายทว่าเปี่ยมความหนักแน่นและศักดิ์สิทธิ์จบลงแล้ว ร่างสูงใหญ่จึงมีโอกาสได้ใช้เวลาอันมีค่าที่เหลืออยู่ในชอลลาให้หมดไปกับการจับมือเล็กนุ่มของคู่หมั้นไว้ พร้อมเดินทอดน่องไปด้วยกันตามเส้นทางอันเงียบสงบและร่มรื่นของอุทยานตำหนักรับรอง แปลกที่พอได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้วเจ้าของน้ำเสียงเจื้อยแจ้วและดูเหมือนกล้าคิดกล้าพูดไปเสียทุกเรื่องกลับเอาแต่เงียบพร้อมก้มหน้าก้มตาใส่เขาอย่างเขินอายราวกับเป็นคนละคน ชิมชางมินยอมรับว่านับตั้งแต่ได้รู้จักกับปาร์กยูฮวานชีวิตเขาไม่ขาดสีสัน นานวันมีแต่สนุกและโหยหาเสียงหัวเราะสดใสไม่ขาดหู

ถึงกระนั้นต่อให้ปรารถนาทำตัวติดกันโดยไม่แยกจากเกินหนึ่งวัน แม่ทัพหนุ่มต้องยอมรับว่าอีกไม่นานการพรากจากจะหวนคืนมาอีกครา เพราะเขาไม่อาจทอดทิ้งหน้าที่ตามเสด็จนายเหนือหัวกลับซออุลไปได้ แน่นอนว่ายูฮวานก็ไม่ปรารถนาจะออกเดินทางล่วงหน้าโดยทิ้งให้หงส์งามรอคอยใบสู่ขอแต่เพียงลำพัง

 

โลกแห่งความจริงโหดร้ายเสมอ

 

“สัญญามาก่อนว่าในช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่ เจ้าจะไม่ส่งยิ้มให้บุรุษอื่นเด็ดขาด” แม้สองขายังก้าวเดินเคียงคู่กันไปไม่หยุดและคำสั่งนั้นอาจฟังเหมือนเป็นการหยอกล้อแบบไม่จริงจังมากนัก แต่ถ้าใครได้มาเห็นแววตาคมกล้าที่ฉายชัดออกมาก็คงรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าชิมชางมินไม่ได้ล้อเล่นเลย

ปาร์กยูฮวานอัธยาศัยดีเกินไป ร่าเริงเกินไป ยิ้มและหัวเราะง่ายอยู่เสมอ ใช่ว่าเขาไม่รู้ไม่เห็นว่าคู่หมั้นตัวน้อยเป็นที่หมายปองของคุณชายจากหลายตระกูลใหญ่ แม้มีความมั่นใจว่ายูฮวานไม่มีวันเหลือบแลสายตามองใครได้อีก แต่เพราะเป็นคนแสนดีมากถึงเพียงนี้เขาจึงหวงรอยยิ้มที่ควรมอบให้เขาแต่เพียงผู้เดียวนี้มากเหลือเกิน

“คู่หมั้นของข้าช่างแปลกคนจริงๆ” ไม่ให้สัญญาในทันทีแต่กลับทำแก้มป่องพองลมใส่อีกฝ่ายอย่างน่ารัก “ท่านจะให้ข้าทำหน้าบึ้งตึงใส่แม้กระทั่งท่านพ่อท่านแม่หรืออย่างไร?”

“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงสิ่งใด”

“ถ้าเช่นนั้นก็วางใจได้เลย เพราะรอยยิ้มแบบที่มอบให้ท่านข้าทำให้คนอื่นไม่เป็นหรอก” สุดท้ายก็กล่าวเอาอกเอาใจเสียยกใหญ่ ปาร์กยูฮวานถือโอกาสนี้เปลี่ยนจากจับมือมาเป็นควงแขนพร้อมถูไถศีรษะไปกับท่อนแขนแกร่งอย่างออดอ้อนเอาใจ

“โดยเฉพาะโพอึนเจ จริงสิ! เขายังมาเกาะแกะเจ้าหรือไม่?”

“ตั้งแต่กลับมาก็มีหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่...”

“หยุดก่อนๆ” เจ้าของร่างสูงหยุดฝีเท้าลง ก่อนหันมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กพร้อมยกมือห้ามไม่ให้นับเลขออกมาอีก “พวกเจ้าเอาเวลาไหนไปแอบเจอกัน?”

“ก็ไม่มีน่ะสิ!” คนน่าตีฉีกยิ้มตาหยีเพื่อแสดงให้เห็นว่าดีใจกับการแกล้งให้อีกฝ่ายมีไฟหึงปะทุเล่นได้มากแค่ไหน “ท่านตามคุมข้าทุกฝีก้าวเช่นนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปเจอกันเล่า”

“กลายเป็นตัวร้ายตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

“ก็ตั้งแต่หลงรักท่านเนื้อคู่แล้วกระมัง”

“ยูฮวาน...”

“หืม?”

จู่ๆ เขาก็มีท่าทีเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจนคนมองอดใจหายไม่ได้ว่ามีเรื่องสำคัญใดให้ใจเต้นแรงอีก ทว่าก็แปลกที่ปาร์กยูฮวานกลับไม่รู้สึกว่าใจหล่นไปอยู่บนพื้นยามเห็นท่านเนื้อคู่มีอาการจริงจังเช่นนี้แล้ว ผิดกับเมื่อก่อนที่หากบังเกิดบรรยากาศแบบนี้เขามักได้ร้องไห้เพราะความผิดหวังอยู่เสมอ

“ฮึ้ม!” เจ้าของเสียงทุ้มพยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังเป็นปกติมากที่สุด หากแต่สิ่งที่ชัดเจนจนเห็นได้ชัดก็คือใบหน้าหล่อเหลาที่มักไม่แสดงออกในความรู้สึกให้เห็น กลับปรากฏสีแดงระเรื่อราวกับว่ากำลังเขินอายจนน่าตกใจ

 

ปาร์กยูฮวานขอจดจำภาพนี้ไว้ชั่วชีวิต

 

“ช่วยเรียกชื่อของข้าแทนคำว่าท่านเนื้อคู่ได้หรือไม่?” แท้จริงแล้วอาการขัดเขินที่เกิดขึ้นก็มีสาเหตุมาจากความปรารถนาให้น้ำเสียงหวานใสร้องเรียกนามของตนอย่างรื่นหู นั่นคงเป็นความรู้สึกที่แสนวิเศษเลยทีเดียว

ใช่ว่าเขาไม่ชอบที่ถูกเรียกท่านเนื้อคู่ อย่างไรคำๆ นี้ก็สื่อถึงเรื่องราวมากมายระหว่างเขากับปาร์กยูฮวาน แต่สุดท้ายคนรักกันย่อมต้องการให้อีกฝ่ายเอ่ยนามของตนให้ชื่นใจบ้างเท่านั้น

“ชางมิน...ชิมชางมิน” แน่นอนว่ายูฮวานน้อยก็เต็มใจเรียกนามนี้โดยไม่ขัดเขิน เพราะปรารถนาจะเรียกขานมานานแสนนานแล้วเช่นกัน

“เรียกอีกครั้งได้ไหม?”

“ชางมินสุดที่รัก”

 

หวานเหลือเกิน

 

“ยูฮวาน...” คราวนี้เป็นฝ่ายแม่ทัพหนุ่มที่เพ้อเรียกชื่ออันไพเราะของอีกฝ่ายราวกับต้องมนต์ มืออุ่นโอบประคองใบหน้าน่ารักไว้อย่างทะนุถนอม “หากครั้งนี้ข้าจูบ เจ้าจะหมดสติอีกหรือไม่?”

ช่างเป็นคำถามที่เกือบทำให้คนถูกถามหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าพอจ้องตอบสายตาทรงเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยแววแห่งความเว้าวอนนั้นแล้ว ยูฮวานน้อยก็ไม่อาจผละห่างจากสัมผัสอบอุ่นไปทางใดได้เลย

“ก็ลองจูบดูก่อนสิ..อือ...”

ดูเหมือนว่าชิมชางมินแทบไม่รอฟังคำตอบหรือรอให้ใครอนุญาต เพราะหลังถูกความปรารถนาสั่งการแล้วริมฝีปากได้รูปก็ฉกเข้าครอบครองกลีบกุหลาบอิ่มงามอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเขาก็ได้พบคำตอบที่ว่าการจุมพิตอันลึกซึ้งนี้มีความหอมหวานเย้ายวน และความเร่าร้อนรุนแรงไม่แตกต่างจากครั้งไหน

 

สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ...

ปาร์กยูฮวานยังคงมีสติครบถ้วนสมบูรณ์

 

Amour

 

ไกลออกไปยังอุทยานตำหนักขององค์ชายน้อยที่ทุกอย่างยังดูแปลกใหม่ไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก หากแต่ด้วยสภาพแววล้อมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระตำหนักชอลของหงส์งามจึงทำให้การเดินทางไปมาระหว่างสองตำหนักใช้เวลาสั้นกว่าที่อื่น

ในศาลาที่ตั้งอยู่กลางสวนอันรายล้อมไปด้วยธารน้ำและดอกไม้งามชูคอท้าแสงแดด ปรากฏภาพหงส์งามกำลังนั่งเล่นหมากล้อมอยู่ทางฝั่งตรงข้ามของแม่ทัพใหญ่ปาร์กยูชอนอย่างเพลิดเพลิน ด้วยปรารถนาจะมอบเวลาที่มีค่าเหล่านี้ให้สองพี่น้องซึ่งในที่สุดก็คลายทิฐิต่อกันนั่นเอง

ถัดไปยังกลางตำหนักอันรโหฐาน ชองยุนโฮประทับอยู่กับพระอนุชาตัวน้อยเพียงสองต่อสอง เนื่องจากต่อไปนี้คงยุ่งในเรื่องการเดินทางจนไม่อาจใช้เวลาด้วยกันเหมือนเก่าก่อน หากคิมจุนซูสามารถตามเสด็จกลับไปพำนักในราชสำนักซออุลได้ ป่านนี้เขาคงจัดเตรียมความพร้อมไว้ให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ทว่าในความเป็นจริงทุกสิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้ว แม้ภายนอกพวกเขากลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกันหากแต่ในความเป็นจริงสายสัมพันธ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลง เขาจึงต้องแน่ใจว่าการจากลาครั้งนี้จะเป็นการจากอย่างสบายใจที่สุด

“ในงานแต่งของพี่ หวังอย่างยิ่งว่าเจ้าจะเดินทางไปร่วมงานด้วย” มังกรหนุ่มไม่ได้แสดงออกแต่เพียงความคาดหวังเท่านั้น ทว่าความหมายในคำพูดคือประสงค์ให้พระอนุชาเดินทางไปซออุลโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

“น้องต้องไปอยู่แล้ว กลัวแต่ทางซออุลไม่อยากต้อนรับน่ะสิ” ความเจ็บปวดของการถูกขับไล่แม้คลี่คลายลงไปเพราะความจริงปรากฏ ทว่าอาจมีชาวซออุลอีกไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจในตัวเขาจนไม่ปรารถนาให้หวนกลับคืน

“อย่าสนใจใครอื่น เพราะเสด็จพ่อทรงทุกข์ระทมจากความคิดถึงเจ้ามากเหลือเกิน”

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้พระเจ้ายุนจงทรงฟื้นพระวรกายจากอาการประชวรช้ากว่าปกติคือในพระทัยยังห่วงหาอาวรณ์โอรสสุดรักสุดหวงคนนี้เหลือเกิน แม้เนื้อความในพระราชโองการแสนโหดร้ายนั้นเป็นฝีมือร้อยเรียงของเขา ทว่าผู้ลงนามคือพระบิดาดังนั้นไม่แปลกเลยที่พระองค์จะเป็นทุกข์เพราะความห่างไกลมากกว่าใคร

 

เฝ้ารอองค์ชายน้อยทุกคืนวัน

 

“ทรงอยากพบเจ้ามากที่สุด”

“น้องก็คิดถึงพระองค์จนแทบขาดใจ ปรารถนาจะกลับไปกราบเบื้องพระบาทอีกสักครั้งเหลือเกิน” คนที่ไม่มีแม้ความโกรธเกลียดหลงเหลือก็ปรากฏความทุกข์ไม่ต่างกัน

“อีกไม่นานเสด็จพ่อและเจ้าคงสมหวัง” ในวันที่พระบิดาได้พบหน้านกน้อยในกรงทองอีกครา วันนั้นคงเป็นวันที่เขาได้คิมแจจุงกลับมาเคียงกายอย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน “ระหว่างนี้เจ้าต้องรออยู่ในที่แห่งนี้ก่อน...องค์ชายน้อยของพี่ จริงอยู่ที่ชอลลาอาจไม่ใช่แคว้นซึ่งเจ้าเติบโตขึ้นมา ทว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของเจ้า พี่อยากให้เจ้าปรับตัวแล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เจ้าทำได้หรือไม่?”

“น้องมั่นใจว่าสามารถทำได้ เพราะทุกคนที่นี่ให้การต้อนรับดีเหลือเกิน” เมื่อหวนนึกถึงความอบอุ่นที่ได้รับตั้งแต่ก้าวแรกบนผืนดินชอลลา ในดวงพักตร์ก็แย้มยิ้มขึ้นอย่างเป็นสุข “สิ่งเดียวที่น้องเป็นกังวลคือความเหงาจากการไม่มีสหายรักเคียงกายมากกว่า” อดทอดถอนใจอย่างอาวรณ์ต่อเสียงหัวเราะและเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขทั้งสองไม่ได้

“อีกไม่นานเจ้าคงมีตัวเล็กเป็นเพื่อนคลายเหงา แน่นอนว่าไม่มีเวลาคิดถึงใครด้วยซ้ำ”

“เจ้าพี่ตรัสราวกับมีประสบการณ์เลี้ยงลูกอย่างนั้นแหละ” แปลกที่แม้กำลังฉีกยิ้มกว้างเพราะล้อเลียนพระเชษฐาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกแต่ในหัวใจกลับมีกระแสความเจ็บปวดเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว

 

โอรสของเจ้าพี่น่ะหรือ?

 

“ตอนนี้ยังไม่มีแต่อนาคตก็มีเอง”

 

จริงสิ

ในอนาคตทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

“ยังไม่ได้สู่ขอแล้วรู้อย่างไรว่าแจจุงยอมแต่งด้วยหรือเปล่า?” สำหรับคู่อื่นแม้ออกตัวช้าแต่ก็กลายเป็นฝ่ายมีการสู่ขอกันเรียบร้อย เหลือแต่คู่ของพระเชษฐาที่พิธีการมากมายเสียเหลือเกิน

“ไม่ยอมก็ฉุด”

“งื้อ...ไหนว่าไม่โหดแล้วไงเล่า?”

“องค์ชายน้อยเอ๋ย” พระหัตถ์แกร่งยกขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของพระอนุชาอย่างอ่อนโยนพร้อมแย้มพระสรวลให้กับความน่ารักไม่เสื่อมคลาย

 

ใจหาย

ไม่ปรารถนาทอดทิ้งไว้ที่นี่เลย

 

“ใจพี่อยากฉุดเสียให้สิ้นเรื่องก็จริง แต่เจ้ารู้ใช่ไหมว่าพี่อยากให้เกียรติและยกย่องว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้ามากแค่ไหน” นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดเขายังใจเย็นและต้องทำตามขนบธรรมเนียมที่ยุ่งยาก ใช้เวลานานถึงเพียงนี้

“น้องทูลถามเจ้าพี่เรื่องหนึ่งได้หรือไม่?” คนตัวเล็กออกอาการลังเลเล็กน้อย เมื่อในใจบังเกิดคำถามสำคัญขึ้นมาข้อหนึ่ง

“ถามพี่มาสิ”

“เรื่องสนมเล็กสนมน้อยของเจ้าพี่ตอนนี้ เอ่อ...ไม่มีได้หรือไม่?”

ในเขตตำหนักรัชทายาทล้วนรายล้อมไปด้วยตำหนักนางสนมมากหน้าหลายตา ดูเหมือนจะมากกว่าพระบิดาเสียด้วยซ้ำ ใช่ว่าคิมจุนซูอยากขัดขวางความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของพระเชษฐา ทว่าสำหรับคิมแจจุงแล้วก็ไม่อาจแน่ใจได้เช่นกันว่าความน้อยใจจะไม่บังเกิดขึ้น ขณะที่ปาร์กยูชอนและชิมชางมินให้สัญญาว่าไม่มีวันรับอนุเข้าบ้าน หากแต่พระเชษฐากลับมีบ้านเล็กบ้านน้อยเสียตั้งแต่ก่อนแต่งงานเช่นนี้คงไม่เหมาะสม

 

ทุกคนย่อมปรารถนาได้เป็นหนึ่งเดียว

 

“เจ้าก็รู้ว่าตั้งแต่ในสายตาพี่มีเพียงคิมแจจุงก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับพวกนางอีก”

“แต่พวกนางยังอยู่ในวังหลวงและขึ้นชื่อว่ามาก่อนแจจุง เฮ้อ...น้องไม่แปลกใจเลยที่หงส์งามผู้หนักแน่นจะตัดพ้อกับน้องถึงเรื่องนี้จนน่าสงสาร” ลูกแก้วสีน้ำผึ้งที่เมื่อครู่ยังสดใส แปรเปลี่ยนเป็นหมองเศร้าและแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจในตัวหงส์งามจนสังเกตได้ แน่นอนว่ามังกรหนุ่มไม่อาจทำเมินเฉยหรือไม่ร้อนใจไปต่อปฏิกิริยานี้ได้เลย

“แจจุงเอ่ยเรื่องนี้กับเจ้าหรือ?”

“ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพียงแต่ละครั้งต้องหลั่งน้ำตาเสมอ”

“ถึงกับร้องไห้เชียวหรือ?” เพียงคำว่าตัดพ้ออย่างน่าสงสารก็ทำให้ใจคนฟังไม่เป็นสุขมากพอแล้ว ที่หนักไปกันใหญ่คือแม้ได้ยินว่าคนดื้อร้องไห้เพราะกังวลต่อเรื่องของเขาก็สามารถเรียกเอาเข็มนับร้อยนับพันออกมาทิ่มแทงหัวใจอย่างร้ายกาจ

“น้องทำได้แค่กอดปลอบและแสดงความเห็นใจเท่านั้น เพราะน้องเข้าใจดีว่าเจ้าพี่คงขาดพวกนางไม่ได้”  ดูเหมือนความเห็นใจขององค์ชายน้อยจะนำพามาซึ่งความร้อนใจจากพระเชษฐาที่หนักหน่วงมากกว่าเดิม

“โธ่...เจ้าก็รู้ว่าพี่ไม่ปรารถนาในตัวใครอีกแล้วนอกจากเด็กขี้งอนคนนั้น”

ไม่ว่าร่างกาย รอยยิ้มและเสียงพูดอันหวานหูสำหรับมังกรหนุ่มคงไม่อาจมีใจตรึงแน่นกับใครได้นอกจากคิมแจจุงแห่งชอลลาอีกแล้ว

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าพี่ต้องจัดการทุกอย่างให้ชัดเจน ส่วนน้องที่อยู่ทางนี้จะช่วยพูดกับแจจุงให้เอง”

“ตกลง! กลับถึงซออุลเมื่อใดพี่จะมอบรางวัลให้พวกนางแล้วส่งกลับบ้านเกิดให้หมด” ยืนยันหนักแน่นเสียยิ่งกว่าขุนเขาและไม่เคยนึกเสียดายในความงามใด เพราะไม่มีใครเท่าเทียมกับชายาเพียงหนึ่งเดียวของเขาอีกแล้ว “ทุกตำหนักเล็กจะถูกรื้อถอนพร้อมรวมพื้นที่ทำเป็นตำหนักพระชายาอันยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว พี่สัญญา!”

“ต้องอย่างนี้สิเจ้าพี่”

ดังนั้นการอำลาระหว่างสองพี่น้องจึงจบลงโดยราบรื่น แม้มีเรื่องไม่ทันคาดคิดพ่วงตามมาอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ๆ ทว่าทั้งสองก็ดูเข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ขณะองค์ชายน้อยควงแขนพระเชษฐาพร้อมพากันเสด็จออกจากพระตำหนักก็เป็นจังหวะเดียวกับที่การดวลหมากล้อมระหว่างหงส์งามและแม่ทัพปาร์กสิ้นสุดลงเช่นกัน  พวกเขาล้วนผละออกจากกระดานหมากแห่งความชิงไหวชิงพริบก่อนเข้ามารับเอาคนของตนไว้อย่างชื่นมื่น

ปาร์กยูชอนทูลลานายเหนือหัวทั้งสองพร้อมขอประทานอนุญาตอยู่ต่อที่ตำหนักแห่งนี้อีกสักพัก ส่วนมังกรหนุ่มก็จับพระหัตถ์บอบบางของหงส์งามก่อนพากันกลับตำหนักที่พักพร้อมรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่เต็มใบหน้า

 

หากแต่ใครเล่าสังเกตเห็น

 

ยามที่คนงามทั้งสองกำลังส่งยิ้มอำลาต่อกันนั้น องค์ชายน้อยได้ขยับปากที่ไร้สุ้มเสียงทว่าสามารถแปลความหมายได้ชัดเจนว่าทุกอย่างเรียบร้อยเป็นอย่างดี ซึ่งทางฝ่ายหงส์งามก็ส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยแววเจ้าเล่ห์และเหนือชั้นตอบกลับไปอย่างรู้เห็นเป็นใจกันอยู่สองคน

ในใจของหงส์งามบังเกิดความยินดีสุดแสนที่สหายรักปฏิบัติการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะทั้งสองได้วางแผนการไว้แล้วว่าจะทำให้ชองยุนโฮยอมสลัดบรรดาสตรีที่แม้มาก่อนแต่เขาก็ไม่มีวันยอมเป็นอันดับหนึ่งจากสาวงามหลายอันดับนั้น เพราะคิมแจจุงต้องการเป็นเพียงหนึ่งเดียวในช่วงชีวิตนับจากนี้ไปของชองยุนโฮ ทว่าหากเอ่ยออกไปตามตรงก็ไม่แน่ว่าอาจทำให้คนรักบังเกิดความรำคาญใจจนเกินไป และหงส์งามก็ไม่อยากแสดงออกว่าเป็นคนหึงร้ายแบบไร้คนเทียบเทียม ดังนั้นเขาจึงร้องขอความช่วยเหลือจากสหายรักที่รู้ถึงจุดอ่อนของพระเชษฐาจนทะลุปรุโปร่ง แล้วจึงกลายเป็นการล่อลวงให้นักรักยอมศิโรราบอยู่กับหงส์งามแต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง

อาจเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วก็ได้ที่คิมแจจุงและคิมจุนซูกำลังถูกแยกให้อยู่กันคนละทิศทาง เพราะไม่เช่นนั้นความปั่นป่วนจะยิ่งทบทวีและแน่นอนว่าวังหลวงซออุลคงไม่มีวันสุขสงบได้อีกเลย

 

เป็นการดีแล้วจริงๆ  

 

Amour

 

คล้อยบ่ายของวันเดียวกันนั้นขบวนเสด็จกลับจากเมืองจีนขององค์รัชทายาทแห่งชอลลาก็เคลื่อนผ่านประตูวังหลวงมาอย่างสง่างาม พระชายาคิมจีฮยอนรอต้อนรับการกลับคืนของพระสวามีโดยไม่อาจหักห้ามน้ำตาแห่งความคิดถึงเอาไว้ได้ นางจึงปล่อยให้ตัวเองส่งเสียงสะอื้นไห้โดยไม่อายใคร ทว่าบนดวงพักตร์งดงามยังคงเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจในความเก่งกล้าองอาจของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน นั่นจึงทำให้คิมแจจุงที่ร่วมเฝ้ารับเสด็จพระเชษฐาก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้เช่นกัน คนตัวเล็กพุ่งเข้าสู่อ้อมอกของพี่ชายที่ผละออกจากร่างของพระชายาแล้วตรงเข้ามาทางตน ความรู้สึกหนักอึ้งเนื่องจากสงสัยในตัวพระเชษฐาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางยาพิษพระเจ้ายุนจงในครานั้นมลายหายไปสิ้น หลงเหลือแต่เพียงความห่วงหาอาวรณ์และปรารถนาอยากพบหน้าพี่ชายเนื่องจากพวกเขาได้พลัดพรากจากกันนานแสนนานเหลือเกิน

คิมจุนโฮกอดปลอบร่างน้อยๆ นั้นไว้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ยังขอบคุณปาร์กยูชอนที่ช่วยปกป้องแผ่นดินอันเป็นที่รักของพระองค์อย่างสุดความสามารถ แน่นอนว่ายินดีต่อการได้มีอนุชาองค์น้อยนามว่าคิมจุนซูเพิ่มมาอีกคน สุดท้ายแล้วจึงทักทายยูฮวานที่เปรียบดังน้องชายอย่างเป็นกันเองพร้อมแสดงความยินดีที่สมหวังในรักอย่างทันสถานการณ์

เมื่อถึงเวลาอันควรรัชทายาทหนุ่มก็เสด็จเข้าสู่ท้องพระโรงหลวงซึ่งมีพระเจ้าชอนจงกับพระมเหสีประทับรอการกลับมาด้วยพระทัยจดจ่อ ทรงถวายชัยชนะเหนือแผ่นดินจีนที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของทหารชอลลารวมถึงแคว้นพันธมิตรแด่พระบิดาอย่างภาคภูมิ นำพาซึ่งเสียงโห่ร้องยินดีและการเฉลิมฉลองของชาววังรวมไปถึงราษฏรโดยถ้วนทั่ว

ในคราวเดียวกันนั้นชองยุนโฮแห่งซออุลก็เสด็จนำแม่ทัพคู่ใจเข้าสู่พระตำหนักกลางอันเปี่ยมไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ แขกสำคัญทั้งสองได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและเป็นกันเองจนพวกเขาซาบซึ้งในความอบอุ่นจนเกือบหลงลืมไปว่าการมาเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินชอลลาในครานี้มีเรื่องสำคัญต้องทูลให้ทราบ

มังกรหนุ่มทูลถวายคำขอบคุณจากใจจริงต่อเบื้องพระบาทเจ้าเหนือหัว พร้อมใช้โอกาสนี้ทูลลาเพื่อกลับสู่ซออุลบ้านเกิดเมืองนอนของตนเสียที แน่นอนว่าไม่มีใครกล่าวคัดค้านการลาจากในครั้งนี้เนื่องจากเข้าใจในความจำเป็นและความมั่นคงของราชบัลลังก์เป็นอย่างดี สุดท้ายจึงมีเพียงคิมแจจุงที่แม้เข้าใจแต่ก็อดใจหายไม่ได้จริงๆ

การลาจากอย่างเป็นทางการกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ยิ่งนานวันหัวใจก็เบาโหวงคล้ายกับไร้หลักยึดเหนียว แม้มีอ้อมแขนแสนอ่อนโยนคอยกกกอดเขาไว้เสมอก็ยังบังเกิดความเศร้ากัดกินจิตใจเสียเหลือเกิน บางคราวก็เผลอคิดฟุ้งซ่านไปว่าเนื้อร้ายที่ฮันเกิงได้ก่อเอาไว้ยังไม่ถูกทำลายจนหมดสิ้น และอาจส่งผลให้การแยกจากกันในครั้งนี้มีอุปสรรคชิ้นใหญ่เข้ามาขวางกั้นจนยากจะหวนคืนมาพบหน้าในเร็ววัน

 

ฟุ้งซ่านไปหมดทุกสิ่ง

 

“นอนไม่หลับหรือ?” สุรเสียงทุ้มนุ่มกระซิบถามชิดริมใบหูของคนที่เอาแต่นอนพลิกไปทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างไม่มีความสงบเอาเสียเลย

ร่างเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยรักประทับติดตรึงไว้ทั่วทั้งร่างขาวเนียน พลิกกายกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของไออุ่นที่กอดเขาไว้อย่างไม่รู้จักพอ ก่อนส่งยิ้มที่แม้แฝงความเหนื่อยล้าไว้มากทว่าก็ยังจริงใจและชื่นหัวใจอยู่เสมอ

“อืม...ข้าคงคิดถึงท่านมากเกินไปกระมัง” คำตอบที่เรียกยิ้มกว้างออกมาจากใบหน้าหล่อเหล่าไม่รู้จบ

“ข้ากอดเจ้าอยู่นี่ไง” กระชับอ้อมแขนมากขึ้นอีกเพื่อเป็นการยืนยันถึงความมีตัวตนต่อคนตรงหน้า ทั้งยังฉวยโอกาสจุมพิตหน้าผากเนียนอย่างหลงใหลราวต้องมนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“แต่ไม่กี่คืนนับจากนี้ ข้าต้องเข้านอนพร้อมตื่นมาเจอความว่างเปล่าคนเดียวอีกแล้ว” หงส์งามกลายเป็นลูกแมวน้อยที่แสนออดอ้อนเอาใจมากกว่าทุกคืนจนชองยุนโฮอยากมีมนต์วิเศษสามารถหายตัวไปโผล่ในซออุลเพื่อสะสางงานราชการตอนกลางวัน แล้วค่อยกลับมามอบความรักให้แก่ร่างหอมกรุ่นในตอนกลางคืนเสียเหลือเกิน

“ข้าจากไปเพื่อทูลเสด็จพ่อเขียนใบสู่ขอให้เจ้าไงเล่า...รอหน่อยเถิดคนดี”

“ถ้าเกินหนึ่งเดือนข้าไม่รอจริงๆ ด้วย”

“ตอนแรกสัญญากันที่เจ็ดวันไม่ใช่หรือ?”

“งื้อ...ใจข้าปรารถนาให้เป็นแค่สามวันด้วยซ้ำ แต่ท่านก็รู้ว่าการเดินทางไม่ได้รวดเร็วทันใจถึงเพียงนั้น” ต่อให้รักและคิดถึงมากจนแทบขาดใจ ทว่าคิมแจจุงก็มีสติมองเห็นความเป็นจริงว่าการเดินทางไปกลับระหว่างชอลลาและซออุลภายในเจ็ดวันเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการบินได้เสียอีก

“เอ...หรือข้าควรกลืนเจ้าลงท้องเสียให้สิ้นเรื่อง เพราะเจ้าจะได้ไม่ถูกใครอื่นแทะโลมให้ข้าหวงจนอกระเบิด” ไม่พูดเปล่าแต่ยังเริ่มแสดงความซุกซนกับผิวกายเนียนละเอียดอีกครั้ง

“อื้อ...ชอบพูดเป็นเด็กอยู่เรื่อย” แม้ปากตำหนิว่าเจ้าของร่างสูงไม่รู้จักโตและชอบคิดอะไรเป็นเด็ก ทว่าเสียงหวานก็ต้องครางออกมาเพราะถูกฝ่ามืออุ่นร้อนลูบไล้สะโพกกลมกลึงอย่างวาบหวาม

แก่นกายมังกรผงาดขึ้นจากการหลับใหลอีกครั้งและนั่นก็เป็นสัญญาณเตือนว่าในค่ำคืนนี้พวกเขาทั้งสองคงไม่รับรู้รสชาติของการพักผ่อนเป็นแน่

“ยุนโฮ...อืม...รักข้าสิ รักให้สมกับที่เราต้องจากกันไกล...อา...”

“อย่าทำให้ข้าลุ่มหลงเจ้ามากไปกว่านี้เลย...” แม้ไม่อยากคลั่งไคล้จนแทบบ้า หากแต่มังกรหนุ่มก็ไม่หยุดรุกเร้าเรือนกายเย้ายวนให้ร้องครางเสียงหลงตามคำขอ แน่นอนว่าเขาจะรักคิมแจจุงให้มากกว่าที่เจ้าตัวคาดคิดและทำให้ค่ำคืนนี้ติดตรึงในใจตลอดเวลาต้องแยกจากอีกนานเท่านั้น

“แจจุงของข้า...”

 

คิมแจจุงของชองยุนโฮแต่เพียงผู้เดียว

 

Amour

 

สองวันหลังจากนั้นขบวนเสด็จกลับซออุลของมังกรหนุ่มพร้อมแม่ทัพชางมินก็ปรากฏความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติแก่สายตาผู้พบเห็น ประชาชนที่รอส่งเสด็จตลอดสองข้างทางล้วนตะโกนคำว่าทรงพระเจริญกันอย่างถ้วนทั่วเพราะพวกเขารู้แจ้งแก่ใจว่ารัชทายาทหนุ่มผู้งามสง่าจากต่างแคว้นมีความสำคัญต่อห้วงพระหฤทัยอันสูงค่าของหงส์งามที่พวกเขาเทิดทูนมากเพียงใด ดังนั้นพวกเขาจึงบังเกิดความรักและเคารพในตัวนักรบผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากที่รู้สึกกับนายเหนือหัวในราชวงศ์ชอลลานี้เลย

ชองยุนโฮและชิมชางมินหันกลับไปมองยังทิศที่เพิ่งเดินทางจากมาอย่างแสนอาลัย ทว่าเมื่อพบกับรอยยิ้มงดงามของเจ้าหัวใจที่ส่งมอบมาให้เป็นการอำลาก็ทำให้ลมหายใจถูกต่อจนยาวไปได้อีกหลายวัน การจากลาเพียงชั่วคราวในครั้งนี้กลับไม่มีเสียงสะอื้นไห้ดังไล่หลังให้บังเกิดความเจ็บปวด เพราะคนที่เฝ้ามองอยู่ทางนี้ล้วนแต่อยากให้บรรยากาศดำเนินไปอย่างมีความสุขมากที่สุดนั่นเอง

คิมแจจุง คิมจุนซูและปาร์กยูฮวานต่างแย้มยิ้มให้แก่บุรุษทั้งสองอยู่เช่นนั้นจนแผ่นหลังงามสง่าบนหลังอาชาค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา ต่อให้เป็นเบื้องหลังรอยยิ้มพวกเขาก็ไม่มีอาการหลั่งน้ำตา เพราะรู้แจ้งอยู่แก่ใจว่าแม้ต้องเผชิญกับการรอคอยอย่างทรมานทว่าก็ยังเป็นสุข

 

สุขเพราะการรอคอยย่อมนำพาซึ่งผลลัพธ์ที่มีค่านั่นเอง

 

Amour

 

เคยคิดทบทวนบ้างไหม

เหตุใดจึงบังเกิดรักมากมายถึงเพียงนี้?

เคยนึกสงสัยหรือไม่

ในหัวใจดวงหนึ่งสามารถบรรจุรักมากมายเท่าใด?

เคยถามตัวเองบ้างหรือไม่?

ต้องใช้สิ่งใดจึงลดเลือนความรักให้น้อยลง

หรือแท้จริง...

ต่อให้ใช้มนต์วิเศษจากสรวงสวรรค์

รักนี้ก็ไม่อาจถูกบั่นทอน

ไม่ลางเลือน

ไม่จางหาย

ทว่าเด่นชัดชั่วนิจนิรันดร

 

Amour

 

Amour XLV…coming soon^^

 

หนังสือ http://yunjaekick.exteen.com/20141212/amour-3-4

 

 

Comment

Comment:

Tweet