[Fic] Amour : Amour XLII (42)

posted on 01 Feb 2015 17:45 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

 

 

Amour XLII

 

 

ปาร์กยูฮวานคงชีพจรลงเท้ามากกว่าใครในช่วงเวลาแห่งสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ เพราะหลังจากถูกเนรเทศออกจากซออุลพร้อมนายเหนือหัว ในเวลาเพียงไม่นานก็มีอันต้องจากลาวังหลวงชอลลาเพื่อย้อนกลับมายังซออุลอีก แน่นอนว่ามีโอกาสได้พำนักอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเพียงระยะเวลาหนึ่งเพราะบัดนี้ทั้งเขาและโพอึนเจได้เดินทางถึงแผ่นดินเกิด แตกต่างตรงที่การเดินทางในครั้งนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยไร้กังวลมากเหลือเกิน

ยูฮวานแยกเดินทางกับโพอึนเจทันทีที่มาถึงกลางเมือง เนื่องจากสถานที่ตั้งของบ้านอยู่คนละทิศทาง ดูเหมือนมนุษย์ไฝจะคิดถึงไออุ่นจากบิดามากเสียจนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ส่วนคนตัวเล็กยังคงนั่งเคียงคู่กับชายในดวงใจบนหลังอาชาแกร่งเพื่อมุ่งตรงไปยังบ้านแม่ทัพปาร์กที่รอคอยการมาถึงของบุตรชายคนเล็กอย่างตื่นเต้นยินดีเช่นกัน

ร่างบางอิงแอบกายให้คนตัวสูงใหญ่คอยโอบประคองไม่ให้ตกจากหลังม้า คงเป็นเหตุที่ว่าทำไมการเดินทางครั้งนี้ยูฮวานน้อยจึงเปี่ยมด้วยความสุขยิ่งนัก ที่สำคัญคือพอย่างเท้าเข้าสู่เขตแดนชอลลาก็ได้ทราบข่าวที่ว่ามังกรหนุ่มมีพระอาการดีวันดีคืนเนื่องจากได้ยาใจดีแสนดี ส่วนพี่ชายก็ใกล้หายขาดจากอาการบาดเจ็บทุกขณะ ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องทุกข์ตรมใดมารุมเร้าให้หมองเศร้าดังที่ผ่านมา

 

ยิ้มได้ทั้งใบหน้าและหัวใจ

 

“ไปหาท่านพ่อท่านแม่ แล้วค่อยเข้าวังหลวงไปเฝ้าฝ่าบาทกันนะ” คนตัวเล็กถามความเห็นขององครักษ์เคียงกายเพราะไม่อยากบังคับให้ทำตามใจทุกสิ่ง หากท่านเนื้อคู่ประสงค์เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้ามังกรหนุ่มก่อนก็พร้อมจะทำตามใจทุกอย่าง

“เจ้าไปทางไหน ข้าเต็มใจติดตามไปด้วยเสมอ”

 

เง้อ...

 

ความอบอุ่นที่เจือมาในน้ำเสียงทุ้มต่ำประกอบกับรอยยิ้มกว้างที่ส่งมาให้ สามารถฆ่าเจ้าของหัวใจดวงน้อยให้ตายในอุ้งมือได้เลยทีเดียว ท่านเนื้อคู่ที่เคยเย็นชาและชอบตีสีหน้าเคร่งขรึมหายไปไหนแล้วนะ

“ตามติดกันเช่นนี้ ข้าแอบหนีไปเที่ยวไม่ได้แล้วสิ”

“แม้แต่คิดก็ไม่มีสิทธิ์ โดยเฉพาะออกไปเที่ยวกับบุรุษอื่นที่ไม่ใช่ข้า” แม้รู้ว่าคนตัวเล็กส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เป็นเพียงการหยอกเย้าให้หึงหวงเล่น ทว่าชิมชางมินกลับไม่อาจปิดบังความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อจินตนาการภาพของอีกฝ่ายสนทนากับบุรุษอื่นในแคว้นชอลลาที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

“ข้าเป็นคนเพื่อนน้อย ที่ใกล้ชิดจริงๆ ก็มีแค่องค์ชายแจจุงกับโพอึนเจเท่านั้น ท่านวางใจได้”

“ความจริงถ้ามีแต่องค์ชายแจจุงจะดีกว่านี้มาก”

“เอ๋...ท่านหวงแม้กระทั่งเจ้าไฝยักษ์หรือไง?”

“สั่งก็ทำตามเถิดน่า เจ้าช่างพูดมากเสียจริง” ร่างสูงแก้อาการเก้อเขินโดยการยกมือเขกหน้าผากมนไปเสียหนึ่งที ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าพอเปิดหัวใจใกล้ชิดโดยไม่มีกำแพงขวางกั้น เขามักถูกปาร์กยูฮวานต้อนให้ทำตัวไม่ถูกเสียทุกครั้ง

 

เมื่อถึงเวลาจะสั่งสอนเสียให้เข็ด!

 

ด้านยูฮวานน้อยไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงท่านเนื้อคู่ออกมาอีก เนื่องจากชื่นชอบช่วงเวลาที่ได้มองหน้าและส่งเสียงหัวเราะไปพร้อมกันโดยไร้คำพูดมากเหลือเกิน บางคราวไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริงหรือความฝันเพราะความสุขช่างอัดแน่นเกินกว่าที่เคยวาดหวังไว้เสียอีก

อาชาแสนรู้นำพาเจ้านายทั้งสองมาถึงประตูทางเข้าบ้านตระกูลปาร์กอันกว้างขวางเสียที บ่าวรับใช้รีบวิ่งมารับเอาอาชาไปพักผ่อนยังคอกเลี้ยงอย่างรู้งาน ส่วนบ่าวอีกจำนวนหนึ่งก็ยืนรอรับคุณชายน้อยของบ้านที่พอหายหน้าหายตาไปก็ทำให้เกิดความเงียบสงบอันไม่คุ้นชินเอาเสียเลย ทว่าสายตาที่มองมาคล้ายกำลังหยอกเย้านายน้อยที่กลับมาพร้อมบุรุษหล่อเหลางามสง่าไม่ต่างจากคุณชายใหญ่ของพวกตนก็สามารถทำให้ปาร์กยูฮวานหน้าแดงซ่านเพราะวางตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที

“สงสัยบ้านเราจะมีข่าวดีถึงสองคู่เลยทีเดียว” เสียงซุบซิบปนเสียงหัวเราะคิกคักของบ่าวรับใช้ดังชัดเจนมากพอจะทำให้คนตัวเล็กก้มหน้างุด

“อ่ะ แฮ่ม! นินทาเจ้านายเก่งเชียวนะ”

“พวกบ่าวไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ” พวกนางหรือจะหาญกล้าจนสามารถนินทาทั้งต่อหน้าและลับหลังเจ้านายผู้แสนดีได้ แต่นางแค่เอ่ยไปตามความจริงที่คิดว่าอีกไม่นานคงเห็นผลเท่านั้น “ว่าแต่ว่า...คุณชายน้อยจะไม่แนะนำ...”

“ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้าน่า” แทบตีหน้ายักษ์แต่แสนแดงปลั่งใส่พวกบ่าวรับใช้ไม่ไหว เขาไม่ได้อยู่บ้านนานเกินไปจนพวกนางกลายเป็นคนทะเล้นน่าตีไปเสียแล้ว “ยุ่งจริงเชียว” ทำปากมุ่ยใส่บ่าวรับใช้จอมวุ่นวายก่อนลากบุรุษตัวสูงข้างกายให้เดินผ่านพวกนางเข้าไปในตัวบ้านเสียที ขืนปล่อยพวกนางเล้าโลมด้วยสายตานานไปกว่านี้มีหวังท่านเนื้อคู่ได้สึกหรอก่อนพอดี

 

ไม่ยอมหรอก

 

“ข้าใจดีกับพวกนางเกินไปจึงโดนล้อจนได้” ขณะตั้งหน้าตั้งตาพาท่านเนื้อคู่มุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่ที่มีบิดามารดารอคอยอยู่ เจ้าของริมฝีปากเรียวงามยังไม่คลายความคุกรุ่นที่ถูกบ่าวรับใช้ลบเหลี่ยมความเป็นเจ้านายเข้าจนได้

ตั้งแต่เด็กจนโตปาร์กยูฮวานปฏิบัติต่อพวกนางราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่มักวิ่งเล่นด้วยกันอยู่เสมอ ไม่ปรารถนาให้พวกนางเกรงกลัวหรือทำห่างเหิน นั่นคงเป็นสิ่งที่เขาทำพลาดที่สุดแล้วเพราะเวลานี้พวกนางกลับหยอกเย้าให้เจ้านายหน้าแดงเสียได้

 

กึก!

 

บุรุษที่เดินเคียงข้างนอกจากเอาแต่เงียบพร้อมหยุดย่างเท้าไปแล้ว จึงทำให้ยูฮวานอดสงสัยไม่ได้ว่าบังเกิดเรื่องใดขึ้นหรือไม่ ทว่าเจ้าของน้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่กำลังจะเอ่ยถามออกไปกลับต้องกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอก่อนเผลอปล่อยใจชื่นชมความงามสง่าของบุรุษตรงหน้าแทน

ชิมชางมินยืนนิ่งตรงโถงทางเดินพร้อมมองสำรวจไปยังทุกจุดที่ประกอบขึ้นเป็นสวนสวยกลางบ้าน เสียงน้ำตกเล็กๆ ไหลรินไม่ขาดสาย กลิ่นธรรมชาติอันสดชื่นลอยมาแตะจมูกให้เผลอชื่นชมและอยากปล่อยวันเวลาให้เลยผ่านไปโดยไม่ต้องกังวลต่อเรื่องใด

“สวนของบ้านเจ้างดงามจริงๆ” เสียงทุ้มเอ่ยชมตามความรู้สึก บางทีอาจไม่มีคำพูดใดสามารถบรรยายความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นในจิตใจของตนได้ เพราะแม้บ้านตระกูลชิมก็มีสวนดอกไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่ากันนี้ ทว่าบรรยากาศของการมีชีวิตช่างแตกต่างราวฟ้ากับดิน

 

ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

“สวนกลางบ้านข้า มองเมื่อใดก็มีแต่ความน่าเบื่อ” ไร้คนรวมชื่นชมความงาม เพราะนับตั้งแต่บิดามารดาด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร แม่ทัพชิมก็ไม่มีใจไว้สำหรับเรื่องไร้สาระที่ไม่อาจเทียบเท่ากิจการบ้านเมืองอีกเลย

“ฝีมือข้าเองล่ะ” ปาร์กยูฮวานเข้าใจความนึกคิดอันน่าเศร้าของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ทำให้บนดวงหน้าเล็กฉายรอยยิ้มจริงใจยามเอื้อนเอ่ยกับอีกฝ่ายไปด้วย “ข้าสัญญาจะช่วยทำให้บ้านท่านน่าอยู่ยิ่งขึ้น” เป็นคำสัญญาที่หาได้เอ่ยแบบขอไปที เนื่องจากชิมชางมินเห็นถึงผลลัพธ์อยู่แล้วว่ายามมีเขาไปก่อกวนบ้านสกุลชิมนั้นสามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่ทุกคนได้มากแค่ไหน

“ใครอนุญาตให้เจ้าไปอยู่บ้านข้ากันเล่า?” แม้ปากกำลังเอ่ยเย้าให้เจ้าตัวแสบแก้มป่องเล่นๆ หากแต่ในแววตาที่จ้องมองกลับเปี่ยมไปด้วยการวอนขอให้สิ่งที่ยูฮวานน้อยเอ่ยเมื่อครู่เป็นความจริง

“ต่อให้เอาน้ำร้อนสาดไล่ ข้าจะเกาะติดท่านเป็นปลิงเลย” ไม่พูดเปล่าแต่ยังกระโดดเกาะร่างสูงราวกับเป็นลูกลิงกอดแม่ก็ไม่ปาน

คนตัวเล็กคงอยากยืนยันให้เห็นภาพว่าต่อให้ถูกไล่หรือไม่เชิญชวนให้กลับซออุลไปด้วยกัน เขาก็จะตามติดท่านเนื้อคู่ไม่ยอมพรากจากไปไหนเป็นแน่ ส่วนแม่ทัพหนุ่มก็ทำได้เพียงโอบอุ้มลูกลิงแสนซนนั้นไว้พร้อมยิ้มอย่างเต็มใจให้เกาะติดไปตลอดชีวิต

“อ่ะ แฮ่ม!”

เสียงกระแอมไอเจือไปด้วยแววคุกคามซึ่งไม่ได้ดังมาจากบุคคลที่เกาะติดกันเป็นลิง แต่ไม่สามารถทำให้ปาร์กยูฮวานตกใจจนผละออกจากร่างของท่านเนื้อคู่ ทว่าคนตัวเล็กทำเพียงแค่หันไปมองผู้มาเยือนคนใหม่พร้อมส่งยิ้มกระจ่างใสไปให้อย่างแสนยินดีเท่านั้น

“ท่านพี่!”

ปาร์กยูชอนที่อาการบาดเจ็บถูกเยียวยาจนใกล้หายสนิทเต็มที ยืนมองภาพการกกกอดของน้องชายสุดหวงกับแม่ทัพหนุ่มต่างแคว้นด้วยใบหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจชัดเจน เป็นใครหน้าไหนก็คงไม่พอใจที่ไข่ในหินของบ้านถึงกลับเป็นฝ่ายกระโดดกอดบุรุษอื่นทั้งที่ไม่ได้สู่ขอกันอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าหากชิมชางมินคิดเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเขาก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าจะยอมยกเจ้าเด็กดื้อตัวแสบให้ไปอยู่ไกลหูไกลตาชั่วชีวิต

 

แค่คิดก็ใจหายอย่างสุดแสน

 

นอกจากอาวรณ์ที่อาจต้องส่งนกน้อยให้ชายอื่นครอบครองแล้วนั้น แม่ทัพหนุ่มแห่งชอลลาไม่อาจปฏิเสธว่าอยากแกล้งให้ชิมชางมินผู้เย่อหยิ่งในอดีตได้เจ็บในใจจนอยู่ไม่สุขเสียบ้าง ก็ดูเอาเถิด! นานแค่ไหนกันเชียวที่เขาต้องเห็นยูฮวานน้องรักร้องไห้ฟูมฟายเพราะบุรุษในดวงใจไร้ไมตรีตอบ ทั้งยังปั้นหน้าเย็นชาใส่ให้ใจหายเล่น ทว่าตอนนี้กลับแย้มยิ้มพร้อมยอมให้เจ้าตัวเล็กกระโดดเกาะอย่างน่าขัน ชิมชางมินช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง

“กอดกับคนแปลกหน้ากลางบ้าน รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น”

“ท่านพี่ล่ะก็...” ปาร์กยูฮวานยู่ปากอย่างไม่พอใจในคำพูดของพี่ชายแต่ก็ยอมกระโดดออกจากการเกาะกุมตัวท่านเนื้อคู่โดยดี “ข้าอุตส่าห์กลับมาหาเพราะเป็นห่วง แต่ท่านดันทักทายอย่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย” ปากพล่ามว่ากำลังงอนในคำทักทายนั้น ทว่าเจ้าตัวกลับวิ่งเข้าไปกอดรับไออุ่นจากพี่ชายอย่างออดอ้อนเอาใจ “คิดถึงจัง”

สุดท้ายแล้วปาร์กยูชอนก็ไม่อาจทำเป็นขึงขังใส่น้องร่วมสายเลือดอีกต่อไป เมื่อดวงหน้าเล็กๆ เอาแต่พร่ำบอกว่าคิดถึงพร้อมถูไถอกแกร่งราวกับลูกแมวน่าเอ็นดู เหนือสิ่งอื่นใดคือใจเขาเองที่ทั้งคิดถึงทั้งห่วงหวงเด็กคนนี้แทบขาดใจ เมื่อสุดท้ายฟ้าไม่ใจร้ายกลั่นแกล้งให้พรากจากแต่อนุญาตให้หวนกลับมาหากันอีกคราก็คงไม่มีเหตุจำเป็นใดต้องแสร้งทำเป็นเย็นชาอีก

“พี่ห่วงเจ้ามากเหลือเกิน ต่อไปนี้อย่าทำเรื่องน่าใจหายเช่นนี้อีก...รู้หรือไม่?” มือหนาจับศีรษะเล็กขยับไปมาคล้ายเป็นการตำหนิถึงการเดินทางไปซออุลโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีใจที่เห็นอีกฝ่ายปลอดภัยกลับมา

“ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านเป็นห่วงอีก เพราะต่อไปนี้ทุกย่างก้าวของข้ามี...เขา...ติดตามไปด้วยเสมอ”

‘เขา’ ในที่นี้คงหมายถึงใครอื่นไม่ได้อีกแล้ว นอกจากบุรุษสูงสง่าที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากสองพี่น้อง ดูเหมือนว่าคนถูกกล่าวถึงไม่มีอาการขัดขืนหรือปฏิเสธ หากแต่เต็มใจจะถูกปาร์กยูฮวานลากไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดทั้งชีวิตนั่นเอง

“ยังไม่ตายนี่นะ” เมื่อถูกปาร์กยูชอนจ้องมองด้วยสีหน้าท่าทางไม่แสดงออกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู แม่ทัพหนุ่มแห่งซออุลจึงเป็นฝ่ายทักทายขึ้นมาก่อนด้วยประโยคที่ฟังอย่างไรก็คันยิกในหัวใจ อย่างควักเอาดาบออกมาฟาดฟันเล่นสักฉาดสองฉาด

“ข้ามันหนังเหนียวตายยาก เกรงจะได้อยู่เป็นก้างขวางคอแม่ทัพชิมไปอีกนาน”

“ชีวิตคงมีสีสันไม่น้อย”

“นั่นสิ”

บังเกิดความเงียบอันแปลกประหลาดระหว่างแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองขึ้นมาอึดใจหนึ่ง โดยมียูฮวานน้อยที่ได้แต่มองไปทางคนนั้นทีคนนี้ทีโดยไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวเช่นใด เรียกบรรยากาศคุกรุ่นเพราะไม่ลงรอยก็ไม่ใช่ แต่ถ้ากล่าวว่าอบอวลไปด้วยมิตรภาพอันงดงามยิ่งไม่ถูกไปกันใหญ่ ช่างเป็นสถานการณ์ยุ่งยากต่อการวิเคราะห์เหลือเกิน

“ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่รอนานจนหลับไปแล้ว รีบย้ายที่สนทนากันเถิด”

ดังนั้นการเคลื่อนย้ายร่างกายจึงดำเนินขึ้นกับทั้งสามชีวิตเนื่องจากการเร่งเร้าของคนตัวเล็กที่สุด ทันทีที่ได้พบหน้าบิดามารดาอันเป็นที่เคารพรักอีกครั้งก็ส่งผลให้บ่อน้ำตาไหลทะลักอาบสองแก้มแดงปลั่ง ปาร์กยูฮวานโผเข้าซบอกผู้ให้กำเนิดทั้งสองพร้อมพร่ำเอ่ยคำขอโทษ คำว่าคิดถึงและร้องไห้ฟูมฟายราวกับเด็กทำความผิดแต่ไม่มีใครทำใจลงโทษได้

ขอเพียงลูกรักหวนคืนพร้อมร่างกายปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน เท่านี้ก็ทำให้สองนายท่านแห่งบ้านสกุลปาร์กมีความสุขมากเกินพอแล้ว ท่านทั้งสองกกกอดและทำหน้าที่ปลอบใจเด็กน้อยให้คลายจากอาการสะอื้นไห้อย่างหนัก กว่าจะสงบลงได้ก็ใช่เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนแขกผู้มาเยือนจากซออุลได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นกันเองจากทั้งสองท่านจนเห็นความแตกต่างจากที่ได้รับจากปาร์กยูชอนอย่างเห็นได้ชัด

บรรยากาศของบ้านสกุลปาร์กมีชีวิตชีวาได้อย่างเต็มเปี่ยมอีกครั้งราวกับว่านี่คือของขวัญที่สรวงสวรรค์ประทานเป็นการตอบแทนต่อความเสียสละและความกล้าหาญที่พวกเขาทุ่มเทปกป้องแผ่นดินโดยไม่เกรงกลัวต่อความตาย เสียงหัวเราะสดใสจากคุณชายน้อยของบ้านดังก้องคลอไปกับเสียงทุ้มของคุณชายใหญ่ที่แม้ดุในความซุกซนของน้องชายแต่ก็เจือไปด้วยความรักเอ็นดูไม่เสื่อมคลาย แน่นอนว่าปรากฏอีกหนึ่งเสียงแปลกหูที่มักสนทนาตอบโต้อยู่กับสองผู้นำของบ้านอย่างเคารพทว่าหนักแน่นในศักดิ์ศรีจนน่ายำเกรง

“จริงสิท่านพี่ องค์ชายน้อยหายไปไหนเสียเล่า?” ปาร์กยูฮวานหมายมาดว่าต้องได้เข้าเฝ้าองค์ชายจุนซูพร้อมสนทนาด้วยความคิดถึงสุดใจ แต่กลับบังเกิดความสงสัยเพราะไร้เงาองค์ชายสูงศักดิ์อยู่ด้วยจริงๆ

“วันนี้ทรงประทับอยู่ในวังหลวงน่ะ” แม่ทัพปาร์กตอบพร้อมแววตาที่ไม่ปรากฏความน้อยใจยามคนรักหายหน้าไม่มาดูแลในวันนี้

“เอ๋...มีเรื่องสำคัญถึงขั้นทิ้งท่านพี่ไว้บ้านเช่นนี้เชียวหรือ?”

“ทรงมีเรื่องสำคัญให้ทำ เจ้าอย่าห่วงไปเลย อีกสักครู่คงเสด็จมาที่นี่เอง”

ไม่ปรากฏคำถามใดออกมาจากปาร์กยูฮวานอีก เมื่อพี่ชายยืนยันหนักแน่นว่าราชกิจขององค์ชายน้อยมีความสำคัญมาก แต่บนใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายไม่คลายรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังเลย ราวกับว่าตั้งใจให้องค์ชายน้อยพำนักอยู่ในวังหลวงมากกว่าอยู่เคียงกายตลอดทั้งวันเสียด้วยซ้ำ

 

อืม...

 

อยากรู้แต่หาคำตอบเอากับท่านพี่ไม่ได้เช่นนี้ สงสัยยูฮวานน้อยต้องรีบเข้าวังเพื่อหาความกระจ่างด้วยตัวเองเสียแล้ว

 

Amour

 

คิมแจจุงใช้เวลาตลอดทั้งครึ่งวันให้หมดไปกับการกระทำสิ่งมีค่าที่ตนได้ภาวนาสาบานไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยามชองยุนโฮไม่ตื่นจากความเป็นความตาย คำสัญญาว่าหากมังกรหนุ่มฟื้นคืนและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอีกครา เขาจะกลับมายังพระอารามหลวงแห่งนี้เพื่อสวดมนต์เป็นการตอบแทน

อาจเป็นความเชื่อในแบบโบราณที่ใครหลายคนไม่ใส่ใจ ทว่าสำหรับหงส์งามนั้นการที่สวรรค์เมตตาไม่พรากชองยุนโฮจากไปตลอดกาล ย่อมมีผลมาจากคำภาวนาซึ่งลอยล่องไปถึงบนฟ้าแน่ๆ ถึงอย่างไรเขาก็พร้อมตอบแทนแม้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยหรือถูกใครหลายคนตำหนิว่างมงายก็ตาม

เสียงสวดมนต์ของเหล่าผู้ทรงศีลดังก้องกังวานอยู่ภายในพระอารามหลวงเหมือนดังปกติ เพียงแต่วันนี้มีอีกเสียงใสจากบรรพชิตผู้สูงศักดิ์ร่วมสวดคลอพร้อมเต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจแน่วแน่ องค์ชายรองแห่งชอลลาจำได้ว่าตั้งแต่เยาว์วัยไม่ค่อยมีโอกาสเข้าวัดทำบุญหรือปฏิบัติธรรมดังที่พระมารดากระทำมากนัก เนื่องจากมัวเอาเวลาไปวิ่งเล่นและหาเรื่องซุกซนกับปาร์กยูฮวานอยู่เสมอ จวบจนเวลาล่วงเลยกลายเป็นหงส์งามเจริญวัยเมื่อเผชิญความทุกข์ตรมอย่างสุดแสนและปรารถนาในสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจึงหันมาให้ความสำคัญต่อศาสนา

ถึงกระนั้นพระผู้เป็นเจ้ายังทรงเห็นใจและเปี่ยมเมตตา อภัยแก่ความโง่เขลาไม่รู้จักคิดในครั้งเก่าก่อน อีกทั้งยังประทานชองยุนโฮให้กลับคืนสู่อ้อมอก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าในยามเปล่งวาจากล่าวบทสวดมนต์ออกไปนั้นบนดวงพักตร์งดงามปรากฏรอยยิ้มพร้อมหยาดน้ำตาที่แสดงถึงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

ใบไม้ปลิวไหวด้วยแรงลม เสียดสีกันกิ่งแล้วกิ่งเล่า ต้นแล้วต้นเล่ากลายเป็นเสียงคล้ายดนตรีชนิดใหม่ ยามดำเนินผ่านประตูอารามหลวงออกมาแล้วพบกับความเงียบสงัดจากเสียงมนุษย์แต่มีเสียงใบไม้เสียดสีกันเช่นนี้ ส่งผลให้หงส์งามอดปิดดวงเนตรลงพร้อมเงยพระพักตร์ขึ้นรับลมบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดเสียไม่ได้ บางทีสถานที่แห่งนี้อาจเรียบง่ายแต่เปี่ยมกฎเกณฑ์มากเกินไปสำหรับคิมแจจุงวัยเด็ก ทว่าเหมาะสมกับตัวเขาในวัยผู้ใหญ่แล้วนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่ควรตำหนิที่เอาแต่เล่นซนในครานั้นโดยไม่ใส่ใจบำรุงศาสนา เนื่องจากปัจจุบันชองยุนโฮได้ชักนำให้เขาสวดมนต์เป็น นั่งสมาธิได้และเหนือสิ่งอื่นใดคือเห็นคุณค่าของสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา

“องค์ชาย...”

เสียงทักทายที่ดังมาจากหน้าพระอารามหาใช่น้ำเสียงของชองยุนโฮ ทว่ากลับเป็นเสียงของใครบางคนที่เป็นยิ่งกว่าสหายและยิ่งกว่าครอบครัว ใครคนหนึ่งที่แม้ในแต่ละวันมีเรื่องให้ต้องจัดการแก้ปัญหามากมายก็ไม่เคยทำให้ในห้วงนึกคิดของหงส์งามลืมเลือนใบหน้าและน้ำเสียงนี้ไปได้เลย

“ยูฮวาน...”

ต่างยืนนิ่งโดยมีระยะห่างเพียงน้อยนิดขั้นกลางระหว่างทั้งสอง นามของอีกฝ่ายหนึ่งถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากอิ่มงามอย่างแผ่วเบาทว่าหนักแน่นมั่นคง แสดงออกถึงความห่วงหาอาวรณ์กันอย่างสุดแสน เพราะล้วนไม่เคยเชื่อว่าต้องแยกจากไปไกลเป็นเวลานานแสนนานเช่นนี้ แน่นอนว่ายิ่งไม่นึกฝันไปกันใหญ่ว่าทั้งสองไม่ได้ถูกสงครามร้ายพรากให้จากกันตลอดกาล

 

ตัวติดกันตลอดตั้งแต่เล็กจนโต

คงไม่ต้องบรรยายความเจ็บปวดในยามแยกจากให้มากความ

 

เบื้องหลังของปาร์กยูฮวานปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้องอาจไม่เสื่อมคลายติดตามมาด้วย ชิมชางมินค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้านายต่างแคว้นซึ่งทำให้คิมแจจุงรู้สึกเบาใจได้ว่าการเดินทางกลับบ้านของสหายรักคงไม่มีอันตรายใดแผ้วพาน เพราะมีองครักษ์ยอดฝีมือคอยพิทักษ์ไว้เช่นนี้ ดูเหมือนว่าทั้งสองคงเปิดใจต่อกันและกันจึงทำให้แม่ทัพหนุ่มที่เคยเย็นชา เวลานี้กลับไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตาไปทางไหนได้เลย

“องค์ชายรองของยูฮวาน ฮึก! ฮือ...” ขณะที่นายเหนือหัวกำลังปรากฏรอยยิ้มแสดงออกถึงความยินดีต่อการสมหวังในรักของยูฮวานน้อย ฝ่ายคนตัวแสบกลับไม่อาจหักห้ามน้ำตาและความเป็นเด็กขี้แยเอาไว้ได้ “คิดถึงเหลือเกิน”

ใช่ว่าหงส์งามผู้เป็นเจ้านายจะสามารถปกปิดความคิดถึงสุดใจและกักเก็บหยาดน้ำตาเอาไว้ได้ ต่างพุ่งเข้ากอดกันกลมพร้อมปล่อยเสียงโฮออกมา ฟังราวกับมีเด็กน้อยร้องไห้เพราะถูกแย่งของเล่นไปก็ไม่ปาน แปลกที่แม้เผชิญความทุกข์ก็หลั่งน้ำตาจนแทบกลายเป็นสายเลือด พอมีความสุขก็ยังร้องไห้ไม่เปลี่ยนแปลง ภาพน่าเอ็นดูเหล่านี้สามารถทำให้บนใบหน้าเคร่งขรึมของชิมชางมินปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นได้มากเลยทีเดียว

“แม่ทัพชิมดูแลเจ้าดีหรือไม่?” พระหัตถ์เรียวงามยกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้ากระจ่างใส พร้อมถือโอกาสจับเอาร่างผอมบางหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อสำรวจหาร่องรอยของการบาดเจ็บอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“กระหม่อมย่อมไม่ปล่อยให้คนรักเผชิญความลำบากอยู่แล้ว”

การแย่งตอบคำถามแทนของชิมชางมินกลับไม่ได้ทำให้หงส์งามไม่พอพระทัย หรือทำให้ยูฮวานโวยวายที่ไม่ได้ตอบเอาเสียเลย ตรงกับข้ามเมื่อได้ยินคำว่า ‘คนรัก’ หลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูปก็ทำให้คุณชายน้อยแห่งบ้านตระกูลปาร์กถึงกับหน้าแดงปลั่งพร้อมยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว

“คนรัก?” คิมแจจุงทวนคำอย่างไม่เชื่อหู คนงามหันไปมองหน้าสหายรักสลับกับแม่ทัพชิมคล้ายต้องการคำยืนยันในสิ่งที่หัวใจได้คิดไปไกลแสนไกลจนฉุดไม่อยู่แล้ว

“ก็...เป็นตามนั้น” เจ้าของน้ำเสียงหวานใสอ้อมแอ้มตอบ ใช่เพราะไม่แน่ใจทว่ากำลังเขินอายอย่างหนักเสียมากกว่า

“กระหม่อมสารภาพรักกับเด็กดื้อคนนี้แล้วพะย่ะค่ะ” ฝ่ายแม่ทัพหนุ่มกลับสามารถยืนยันความมั่นใจพร้อมท่าทางงามสง่า หากแต่บนใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นไม่เสื่อมคลาย

สายตาของชิมชางมินยามจ้องมองในทุกกิริยาท่าทางและทุกสีหน้าของปาร์กยูฮวานนั้น แม้เป็นคนนอกที่คอยเอาใจช่วยลุ้นอยู่ห่างๆ ก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเต็มไปด้วยความเอ็นดูและหลงใหลสุดแสน จนความเงียบขรึมไม่อาจปกปิดให้พ้นจากการสังเกตไปได้

 

ความรักมีอานุภาพรุนแรงจริงๆ

 

“อ๊าก! คำตอบโดนใจและแม่ทัพชิมได้ใจข้าสุดๆ ไปเลย!” เสียงกรีดร้องอย่างดีใจสุดขีดดังออกมาจากผู้สูงศักดิ์ที่เฝ้าสงวนท่าทีมาโดยตลอด หากแต่วันนี้คิมแจจุงไม่ขอปิดบังความตื่นเต้นยินดีต่อรักอันสมหวังของสหายคนนี้อีกต่อไป “ยูฮวานของข้าขายออกแล้ว โอ๊ย! ดีใจๆๆ”

หงส์งามจับมือทั้งสองข้างของคนตัวเล็กไว้ พร้อมเขย่าขึ้นลงและกระโดดดึ๋งๆ ราวกับกระต่ายโดนเข็มทิ่มเท้า นับตั้งแต่วันที่ชองยุนโฮฟื้นคืนจวบจนมาถึงตอนนี้ชีวิตก็ได้พบเจอแต่เรื่องที่ทำให้มีรอยยิ้ม หากใครไม่ได้มายืนอยู่ตรงจุดที่สหายรักทั้งสองเผชิญมาโดยตลอดก็คงไม่อาจเข้าใจหรือไม่อาจสัมผัสได้ว่าพวกเขามีความสุขมากแค่ไหน

คิมแจจุงเห็นวิวัฒนาการด้านความรักของยูฮวานน้อยมาตั้งแต่วันแรกที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พร้อมตั้งชื่อใหม่ให้แม่ทัพแห่งซออุลว่า ‘ท่านเนื้อคู่’ จนถึงวันที่ต้องร้องไห้เศร้าโศกเพราะถูกชายในดวงใจทำเย็นชาพร้อมปิดกั้นโอกาสด้วยเหตุผลว่ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว หลังจากนั้นจึงเผชิญการจากลาอันยาวนานและแสนรันทด จวบจนมาถึงตอนนี้เวลานี้

 

สุดท้ายก็สมหวัง

 

“องค์ชายสงวนท่าทีหน่อยสิ ยูฮวานทำตัวไม่ถูกแล้ว” ต่อให้อยากร่วมกระโดดแล้วตะโกนก้องทั่วขุนเขาไปกับนายเหนือหัวมากแค่ไหน ทว่าสถานที่ไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้นเอาเสียเลย “เรายังอยู่ในเขตพระอารามหลวงนะองค์ชาย” คนตัวเล็กรีบปรับความดังของเสียงลงพร้อมสะกิดเตือนหงส์งามให้สำรวมกิริยาก่อนจะมีนักบวชวิ่งออกมาดูอย่างแตกตื่นให้วุ่นวายเล่น

“ข้าดีใจนี่นา” คนงามยิ้มเจื่อนเพราะเริ่มรู้สึกถึงความเหมาะสมขึ้นมาแล้ว ทว่าในสุรเสียงที่เบาบางลงยังเจือไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างสังเกตได้ชัด “ถ้าเช่นนั้นไปหาสถานที่คุยกันยาวๆ เถิด”

“กระหม่อมต้องขอตัวไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทยุนโฮก่อน” ชิมชางมินขออนุญาตปลีกตัวเพราะอยากปล่อยให้คนตัวเล็กทั้งสองได้ใช้เวลาสนทนากันอย่างไม่อึดอัด

“ไม่ได้ๆ แม่ทัพชิมยังเข้าเฝ้าชองยุนโฮไม่ได้ในตอนนี้” ดูเหมือนว่าหงส์งามเต็มใจเสียยิ่งกว่าครั้งไหนที่จะมีบุคคลที่สามอยู่ร่วมในการสนทนาตามประสาคนเจื้อยแจ้ว

“แต่องค์ชายหายออกมานานๆ เช่นนี้ใครจะถวายการดูแลเล่า?” ยูฮวานเองก็อดแปลกใจไม่ได้เช่นกันเพราะการหายตัวไปนานๆ คงส่งผลให้มังกรหนุ่มนั่งไม่ติดพื้นเป็นแน่

“มีคนที่เหมาะสมคอยดูแลเขาแล้ว” ไม่ช่วยอธิบายให้กระจ่างกลับยังสร้างความงุนงงแก่คนมองด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาแทบปิด ก่อนรวบรวมพละกำลังดันกายของทั้งสหายรักและคนรักของสหายให้รีบเดินทางไปหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการสนทนาอย่างกระตือรือร้น แน่นอนว่าไม่เปิดโอกาสให้ใครได้แย้งขึ้นมาอีก “เดี๋ยวข้าจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเองน่า” ยื่นข้อเสนออันหอมหวานมาให้ถึงเพียงนี้ คงไม่มีใครกล้าขัดใจพร้อมรีบเดินตามต้อยๆ ราวกับลูกเป็ดตามแม่เป็ดก็ไม่ปาน

 

นับจากนี้วังหลวงชอลลาคงไม่เงียบเหงาอีกต่อไป

 

Amour

 

เพล้ง!

 

ความไม่เงียบเหงาที่กล่าวนั้น คงหมายรวมไปถึงเสียงกระเบื้องตกกระทบพื้นจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นี้ด้วย ซึ่งหลังจากเสียงนั้นจบลงจึงบังเกิดความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณพระตำหนักรับรองของวังหลวงชอลลาอีกเป็นเวลายาวนาน

ปกติก่อนหรือหลังจากมีการทำลายข้าวของเกิดขึ้นก็มักมีเสียงทะเลาะหรือสนทนาอย่างโหวกเหวกโวยวายร่วมอยู่ด้วยเสมอ ทว่าในเหตุการณ์ครานี้กลับไม่มีสิ่งอันเป็นปกติเหล่านั้นบรรจุรวมอยู่ด้วยเลย เพราะจนถึงตอนนี้บรรดาบ่าวรับใช้ซึ่งยืนก้มหน้านิ่งอยู่หลังม่านประตูยังคงเงียบเสียงพร้อมมีอาการสั่นกลัวกันอย่างถ้วนทั่ว

ภายในตำหนักรับรองอันรโหฐานสมพระเกียรติของผู้อาศัย ปรากฏภาพนางในคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตานั่งเก็บเศษกระเบื้องที่ครั้งหนึ่งมันเคยถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นชามบรรจุน้ำแกงราคาแสนแพง ตัวนางสั่นงันงกประกอบกับยังถูกสายพระเนตรที่ดุดันจ้องมองมาอย่างกดดันไม่เบนไปทางใด ยิ่งทำให้มือของนางสั่นระริกจนคล้ายเป็นเครื่องผลักดันน้ำตาให้เอ่อล้นเต็มที

“องค์ชายรองหายไปไหน?” สุรเสียงทุ้มห้าวทำลายความเงียบขึ้นมา ส่งผลให้นางสะดุ้งเฮือกก่อนจะทูลตอบเสียงไม่มั่นคง

“อะ...องค์ชายแจจุงทรงประทับอยู่ที่พระอารามหลวงเพคะ”

“มัวทำสิ่งใดอยู่ จึงไม่เห็นความสำคัญของการป้อนข้าวป้อนยาข้า?” ชองยุนโฮพอมีสติสำนึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้หาใช่ซออุลดินแดนที่พระองค์มีอำนาจเต็มกำมือ แม้ในอนาคตจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ทว่าเขายังต้องให้ความเคารพแก่พระราชาแห่งชอลลามากกว่าผู้ใด ดังนั้นหลังจากเผลอปัดเอาถ้วยยาตกลงจากมือของนาง เขาก็บังเกิดความรู้สึกเห็นใจที่นางต้องมารองรับอารมณ์ไม่มั่นคงของคนที่ไม่ได้เป็นเจ้านายโดยตรงเช่นนี้

หากแต่ให้เขาแสร้งทำเป็นไม่เดือดเนื้อร้อนใจหรือวางตนนิ่งเฉยต่อการหายตัวไปของหงส์งามก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากสภาพร่างกายที่แม้สามารถลุกออกจากแท่นบรรทมแล้วดำเนินไปในระยะทางอันใกล้ได้บ้าง ทว่าการเสด็จไปยังระยะทางที่ไกลขึ้นก็เป็นการบั่นทอนกำลังจนล้มลงอยู่หลายครั้งหลายคราเลยทีเดียว  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าคิมแจจุงคนน่าตีต้องประทับอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาที่ตื่น เพื่อป้อนข้าวป้อนยาให้อย่างสม่ำเสมอ คอยพยุงกายเขาไว้ยามฝึกเดินไปไหนมาไหน ยังต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนสนทนาพร้อมแย้มยิ้มให้อย่างอ่อนหวานเพื่อเพิ่มกำลังใจแก่เขา ยามหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทรายังต้องทำตัวเป็นหมอนข้างอุ่นๆ ให้เขากกกอดจนหนำใจอยู่เสมอ

 

หน้าที่สำคัญเช่นนี้ทิ้งขว้างได้อย่างไร?

 

การกินข้าวกินยาในเวลานี้เขาเองสามารถกระทำได้แล้วก็จริง หรือต่อให้ไม่สามารถออกแรงได้มากมายก็ยังมีนางในหรือหมอหลวงช่วยป้อนให้ ทว่าสำหรับชองยุนโฮต่อให้มีคนคอยรับใช้อีกเป็นร้อยเป็นพันคนเขาก็ไม่ต้องการเห็นหน้าและยิ่งไม่ต้องการให้คิมแจจุงหายหน้าหายตาไปโดยไม่บอกกล่าว เพราะทำให้เขาไม่อยากอาหารแน่นอนไม่อยากลิ้มรสยาอันขมยิ่งกว่าสิ่งใดนั้นด้วย

 

ชองยุนโฮไม่ใช่เด็ก

หากแต่ชองยุนโฮต้องการความเอาใจใส่จากหงส์งามเท่านั้น

 

“เหตุใดจึงไม่กลับมาหาข้าสักที?”

“คือ...องค์ชายรองกำลังสวดมนต์เพื่อเป็นการขอบคุณสวรรค์สำหรับพระอาการที่ดีวันดีคืนของพระองค์เพคะ”

“รอให้ข้าหายสนิทค่อยปฏิบัติเช่นนั้นก็ได้ หากประสงค์อยู่ในอารามหลวงตลอดทั้งวันข้าก็จะไปสวดมนต์เป็นเพื่อนเอง”

“เช่นนั้นแจจุงก็ไม่มีสมาธิในการสวดมนต์เพื่อขอบคุณสวรรค์กันพอดี”

ชองยุนโฮจำต้องกลืนอีกหลายประโยคที่ควรถามเอากับคิมแจจุงมากกว่ามาถามบ่าวรับใช้นั้นลงคอ พร้อมมองผู้มาเยือนคนใหม่ที่แม้นไม่ได้คาดหวังให้มา ทว่าเมื่อได้พบสบพักตร์แล้วมังกรหนุ่มก็ดูสงบและใจเย็นลงมากทีเดียว

“ไม่ยอมปล่อยให้ห่างกาย คิมแจจุงถึงต้องรีบทำให้สำเร็จตอนยังนอนเดี้ยงอยู่บนเตียงเช่นนี้ไงเล่า”

อดีตองค์ชายน้อยแห่งซออุลเสด็จเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง พร้อมกวาดสายพระเนตรมองไปยังภาพเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยในสถานที่โอ่โถงนี้ก่อนรอยยิ้มหยันที่หากไม่ซื่อจนเกินไปก็มองออกว่ากำลังกล่าวหามังกรหนุ่มเป็นเด็กเอาแต่ใจ แน่นอนว่าเจ้าของห้องออกจะรำคาญใจที่ถูกมองแบบนั้นอย่างมาก

“หายหน้าไปไม่ถึงครึ่งวัน ท่านยังบ้าได้เพียงนี้เชียวหรือ?”

“หากมาเยือนเพื่อพูดจาไม่เข้าหูก็อย่ามาเสียดีกว่า” ดวงเนตรพยัคฆ์ทอดมองใบหน้าของอดีตอนุชาองค์น้อยด้วยความรู้สึกมากมายยากจะเอื้อนเอ่ย

ณ เวลาอันมีค่านี้ถือเป็นการเผชิญหน้าอย่างเต็มรูปแบบระหว่างสองพี่น้องที่มีอันพรากจากเป็นเวลานาน ชองยุนโฮบังเกิดความไม่แน่ใจว่าในยามครึ่งหลับครึ่งตื่นครานั้นเขาได้ยินน้ำเสียงใสๆ นี้ร้องเรียกพร้อมกุมมือไว้อย่างอบอุ่นจริงหรือไม่ บางทีเขาอาจแค่ฝันไปเพราะคิมจุนซูที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้หาได้โผเข้ามากกกอดออดอ้อนเหมือนวันวาน แต่กลายเป็นเด็กร้ายที่กำลังยั่วโทสะเขาเล่นเสียมากกว่า บางทีอาจเนื่องมาจากปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่กับปาร์กยูชอนมากจนเกินไป น้องชายที่เคยว่านอนสอนง่ายและอยู่ในโอวาทคนเดิมจึงถูกความดื้อรั้นกลืนกินไปเสียแล้ว

“นึกว่าข้าอยากมาให้ท่านด่านักหรือไง หากแจจุงไม่ขอร้องให้ช่วยดูแลท่าน ข้าไม่เสียเวลาหรอก”

ป่านนี้ปาร์กยูฮวานคงได้รับคำตอบแล้วว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่เห็นองค์ชายจุนซูประทับอยู่กับแม่ทัพหนุ่มแห่งชอลลา และไม่เห็นหงส์งามเฝ้าอยู่เคียงข้างคนรักอย่างที่ควรจะเป็น เหตุผลที่ชิมชางมินไม่สามารถเข้าเฝ้านายเหนือหัวได้ในเวลานี้ก็คงกระจ่างแล้วเช่นกัน

คิมจุนซูแสดงออกถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนเสร็จแล้วก็ต้องทอดถอนใจยามเห็นบ่าวรับใช้ที่ทำความสะอาดพื้นห้องเรียบร้อยแล้วกำลังยืนรอคำสั่งใหม่อย่างมุ่งมั่นในหน้าที่ แม้กลัวแสนกลัวมังกรฟาดเขี้ยวฟาดหางใส่อีกก็ตาม

“ยกถ้วยยาชุดใหม่เข้ามา”

“เพคะ” สีหน้าซีดเผือดของนางปรากฏความแจ่มใสพร้อมแย้มยิ้มอย่างยินดีทันทีที่องค์ชายน้อยมีรับสั่งเรื่องยาพร้อมแสดงท่าทีว่าจะรับผิดชอบการเสวยของคนป่วยด้วยพระองค์เอง

“หากดื้อไม่ยอมกิน ข้าจะจับกรอกปากเสียให้เข็ด”

“นี่เจ้า!”

คำขู่คล้ายแม่เสือกำลังกดขี่ลูกเสือตัวโตอยู่นั้น สามารถทำให้ชองยุนโฮถึงกับสรรหาคำใดมาเอ่ยไม่ถูกเลยทีเดียว หากให้พูดตามตรงคือเขาไม่อาจตั้งรับได้ทันกับการถูกเด็กน้อยในอดีตวางมาดใหญ่โตใส่ แถมยังขู่บังคับกันอย่างไม่กลัวตายเช่นนี้

แม้สถานะระหว่างคนทั้งสองมีการเปลี่ยนแปลงไปชั่วนิรันดรทว่าสายใยบางอย่างที่เกี่ยวพันกันเอาไว้ก็ฝังรากลึกเกินกว่าจะทำให้เขาด้อยกว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่หรือ

“กลายเป็นปีศาจ ไม่น่ารักตั้งแต่เมื่อใด...” สุรเสียงที่คล้ายพึมพำด่านั้นกลับดังมากพอจะให้อีกฝ่ายได้ยินชัดทุกถ้อยคำ

“ยังดีกว่าเป็นปีศาจไร้หัวใจเช่นท่านแหละน่า”

 

เอ๋?

 

เดิมทีตั้งใจปฏิบัติด้วยความอ่อนโยนทั้งกิริยาและวาจา มุ่งมั่นว่าจะทำให้ความสัมพันธ์งดงามดังเดิมหวนกลับมาแท้ๆ เมื่อคิมแจจุงหยิบยื่นโอกาสทองให้ เขาก็ไม่รอช้าจะคว้าเอาไว้อย่างแสนยินดี ทว่าสถานการณ์ที่เหมือนเลวร้ายลงไปทุกขณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและควรสรรหาวิธีไหนมาคลี่คลายดีเล่า

“หากข้าไร้หัวใจ ป่านนี้เจ้าไม่สามารถมีชีวิตรอดเพื่อต่อปากต่อคำกับข้าเช่นนี้หรอก”

“เอ๊ะ! ท่านเป็นชายใจสตรีหรืออย่างไร จึงทวงบุญคุณกับทุกเรื่อง ไม่ต่างจากสตรีวัยแตกสาวสักนิด”

“คิมจุนซู!”

“ข้าพูดแทงใจดำหรือไงเล่า?” คนตัวเล็กที่ลับฝีปากมาอย่างคมกริบ ยืนกอดอกพร้อมเชิดหน้าใส่มังกรที่กำลังพ่นไฟโดยไม่รู้จักกลัว แปลกที่เมื่อก่อนแค่ถูกตวาดใส่ก็หัวหดเข้ากระดองแทบไม่ทันแล้ว “สถานะของท่านกับข้าเปลี่ยนไปแล้ว เช่นนั้นต่อให้โกรธจนอยากฆ่าให้ตาย ท่านก็ไม่มีสิทธิ์”

“ฆ่าเจ้าไม่ได้แต่จับมาตีก้นสั่งสอนย่อมได้”

“ท่านรังแกพระนัดดาของพระมเหสีแห่งชอลลาไม่ได้นะ!”

ต่อให้สำนึกผิดหรืออยากย้อนเวลากลับไปเอ่ยวาจาอ่อนหวานน่ารักเข้าใส่ก็คงสายเสียแล้ว เมื่อร่างเล็กรู้สึกได้ถึงความเบาหวิวยามถูกคนที่คิดว่าป่วยจนไม่มีอันตรายมากพอยกขึ้นมานอนก่ายบนตักอย่างรวดเร็ว  สำหรับมังกรหนุ่มแห่งซออุลต่อให้ถูกบั่นทอนกำลังไปมากเพียงใด เมื่อเทียบกับร่างกายที่แสนบอบบางนี้แล้วก็ยังทรงพลังเหนือกว่าจนไม่อาจประมาทได้เลยจริงๆ

“เด็กดื้อต้องถูกตีให้หายดื้อ”

 

เพี้ยะ!

 

ไม่รอให้องค์ชายน้อยที่กำลังดิ้นขลุกขลักอยู่บนตักสามารถรวบรวมกำลังแล้วเผ่นหนีออกไปได้ เพราะฝ่ามือแกร่งจัดการฟาดลงบนก้นงอนนั้นอย่างไม่รุนแรงมากนัก ทว่าก็ทำให้คนถูกตีรู้สึกเจ็บได้มากทีเดียว คิมจุนซูร้องลั่นยามถูกลงมือใส่ในแต่ละครั้ง พร้อมพยายามคลานออกจากพันธนาการอย่างสุดความสามารถ

“อยากให้ปล่อย ก็จงขอโทษออกมาก่อน”

“ไม่!”

 

เพี้ยะ!

 

“โอ๊ย! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว คอยดูเถิด ข้าจะฟ้องฝ่าบาทเลยด้วย” แม้ยกพระนามของผู้เป็นใหญ่สุดในแผ่นดินชอลลาขึ้นมาข่มขู่ก็ไม่อาจทำให้ฝ่ามือใหญ่หยุดฟาดลงมาได้ เวลานี้ชองยุนโฮไม่ให้ความสำคัญต่อใครอื่นนอกจากมุ่งมั่นต่อการสั่งสอนเด็กดื้อให้กลายเป็นเด็กอยู่ในโอวาทเท่านั้น

“ขอโทษก่อน”

“ฮึก ฮือ...ใจร้าย ชองยุนโฮคนใจร้าย!” นอกจากคงความดื้อรั้นไว้อย่างสุดแสน ดวงพักตร์ที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตาก็มุดลงกับตักแกร่งพร้อมบ่นอู้อี้อย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ

“ตายแล้วองค์ชายน้อย!” เสียงอุทานดังลั่นของบ่าวรับใช้ที่ยกถ้วยยาใบใหม่เข้ามา แม้ไม่ได้ส่งผลให้คิมจุนซูหมดลมหายใจไปจริงๆ ก็สามารถทำให้เจ้าของฝ่ามือนั้นหยุดการฟาดได้ชั่วครู่ “องค์ชายทรงพระกรรแสงใหญ่แล้ว ขอองค์รัชทายาทหยุดตีเถิดเพคะ” เห็นน้ำพระเนตรเปรอะเต็มดวงพักตร์กระจ่างใส นางก็อดกลั้นความสงสารไว้ไม่ได้จริงๆ

 

ฟึบ!

 

อาศัยจังหวะถูกดึงความสนใจจากนางในคนนั้น ทำให้เจ้าของพระวรกายบอบบางคลานหนีออกมาจากกรงขังได้อย่างทันท่วงที ซึ่งมังกรหนุ่มก็ไม่ได้ติดตามมาคว้าตัวเอาไว้ พอกลับมาตั้งหลักยืนได้อย่างมั่นคงแล้วคิมจุนซูจึงกระทืบเท้าเร่าๆ อย่างนึกอายที่ถูกอีกฝ่ายจับตีก้นต่อหน้าบ่าวรับใช้ พระหัตถ์น้อยๆ ยกขึ้นปาดน้ำตาแบบไม่ใส่ใจเท่าใดนักก่อนจะมองตอบดวงพักตร์หล่อเหลาเจ้าเล่ห์อย่างไม่เป็นมิตร

“ข้าเกลียดท่านที่สุด!” เอ่ยทิ้งท้ายไว้เช่นนั้นก่อนหันหลังวิ่งหนีออกจากตำหนักรับรองไปโดยไม่รั้งรอให้ใครงอนง้อขอโทษ เพราะรู้ดีว่าบุรุษอย่างชองยุนโฮไม่เคยคิดว่าการกระทำของตนเป็นสิ่งที่ผิดและยอมเอ่ยคำขอโทษโดยง่าย อุปนิสัยของอดีตสองพี่น้องแห่งซออุลช่างละม้ายคล้ายกันจนเกินกว่ามีใครยอมอ่อนข้อให้ก่อน

 

แผนเชื่อมสัมพันธ์จึงล้มไม่เป็นท่า

 

Amour

 

ขบวนทัพอันยิ่งใหญ่โดยการนำของรัชทายาทอาอินไม่ได้เบนเส้นทางเลี้ยวไปยังถนนขรุขระที่นำทุกชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนา ทว่ามุ่งตรงไปยังเส้นทางที่นำพวกเขามาสู่แคว้นบ้านใกล้เรือนเคียงโดยระหว่างทางต้องพบกับขบวนของเหล่าองค์ชายผู้สูงศักดิ์จากแคว้นน้อยใหญ่ซึ่งร่วมใช้เส้นทางอย่างไม่ขาดสาย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของอำนาจหนึ่งเดียวที่บัญชากองทัพอุลซานปรากฏแววแห่งความเกรี้ยวกราดและกระหน่ำย่ำฝีเท้าม้าเพื่อแสดงถึงไฟโทสะและความไม่พอพระทัย ความคะนองอันรุนแรงส่งผลให้ไม่มีขบวนเดินทางหน้าไหนกล้าทำเป็นเชื่องช้าขวางทางทัพอุลซานนี้เลย ต่างแหวกทางอำนวยความสะดวกโดยไม่เต็มใจนัก กลุ่มฝุ่นดินคลุ้งโขมงจนทำให้ต้องกระอักไอออกมาตามๆ กัน ทำให้บังเกิดเสียงครหานินทาว่าหากองค์ชายจูอาอินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเจ้าของงานเลือกคู่ในครั้งนี้ คิดเปลี่ยนพระทัยกระโจนลงสู่การช่วงชิงหัวใจของซองจุงกิย่อมพานพบแต่ความผิดหวังอับอายเป็นแน่ เนื่องจากคนงามแห่งอันซางคงไม่มีวันเปลี่ยนใจจากเกลียดเป็นชอบบุรุษป่าเถื่อนไร้มารยาทได้หรอก

 

ถึงเร็วกว่า

ใช่ชนะ

 

ทว่าสุดท้ายคำครหาเหล่านั้นก็นำพาทัพอุลซานดำเนินมาถึงเขตประตูวังหลวงอันซางได้ก่อนที่โอกาสจะสิ้นสุดลง พระเจ้าอินโจทรงจัดให้มีการต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างสมเกียรติไม่แตกต่างจากที่ปฏิบัติต่อขบวนเสด็จอื่น แต่ในยามได้รับฟังรายงานถึงการมาของทัพอุลซานก็ทรงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย และไม่ได้แสดงออกถึงโทสะที่จูอาอินยกทัพทหารบุกทะลวงเข้าวังหลวงแทนที่จะเป็นขบวนอันสุขุมเรียบร้อยเหมาะต่อการเอาอกเอาใจว่าที่พ่อตาในอนาคตเหมือนดังผู้อื่นกระทำ เพราะเข้าพระทัยดีว่าพอเสร็จสิ้นการทำสงคราม ร่วมปกป้องแผ่นดินนี้ไว้แล้วเหล่าทหารอุลซานก็มุ่งตรงมายังอันซางต่อทันทีโดยไม่มีการแสร้งทำเป็นนอบน้อมสะอาดสะอ้านเหมือนใครอื่น

แม้ยังไม่ทราบจุดประสงค์ของการมาเยือนอย่างแน่ชัด ทว่าพระราชาสามารถคาดการณ์ไปเองได้หรือไม่ว่าอย่างน้อยโอรสที่เป็นสิ่งสูงค่าเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ก็มีค่าในสายตาของใครอีกหลายคนโดยเฉพาะบุรุษผู้นี้บ้างเหมือนกัน

พระเจ้าอินโจมีบัญชาให้ปิดข่าวการเสด็จมาอันซางของรัชทายาทจูอาอินเอาไว้ก่อน พระองค์ไม่ประสงค์ให้โอรสตัวแสบรับรู้ข่าวนี้ในยามที่ควรเข้าบรรทมได้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นซองจุงกิคงไม่เป็นอันกินอันนอนกันพอดี ส่วนทางด้านผู้มาเยือนก็มีบัญชาให้พำนักอยู่แต่ในตำหนักรับรองโดยห้ามออกไปเพ่นพ่านใกล้ที่ประทับของคนตัวเล็กเด็กขาด

 

ไม่ปรารถนาให้พานพบกันในเวลานี้

 

หากแต่คำกล่าวโบราณที่ว่าจับปูใส่กระด้งเป็นกิจอันยากยิ่งเพราะต้องเผชิญกับความซุกซนไม่รู้จักเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในสถานการณ์สำหรับจูอาอินคงใช้อ้างถึงไม่ได้มากนักเพราะนอกจากบังคับให้อยู่ในขอบเขตได้ยากแล้วยังเป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามให้ทำตามกฏระเบียบ เนื่องจากช่วงเวลานี้แม้เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางก่อนหมดเวลา ทว่าจูอาอินกลับไม่มีความสงบสุขบังเกิดในหัวใจยิ่งไปกว่านั้นคือการที่พระเจ้าอินโจกีดกันไม่ให้เขาพบหน้าเจ้าตัวร้ายก็ทำให้รัชทายาทอันดับสองแห่งอุลซานไม่สามารถข่มตานอนให้ผ่านพ้นไปถึงพรุ่งนี้เช้าได้เลย

 

ไม่ทนรออย่างไร้ประโยชน์เด็ดขาด!

 

ฟากตำหนักอันเป็นที่ประทับของรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของอันซางยังคงความเงียบสงบไว้อย่างคงเส้นคงวา ดูเหมือนว่านับตั้งแต่มีการป่าวประกาศงานเลือกคู่ออกไปและผลตอบรับออกมาดีเกินคาดจนมีองค์ชายจากต่างแคว้นเสด็จมาร่วมงานจนนับไม่ถ้วน ฝ่ายเจ้าของงานกลับไม่ปรากฏแววแห่งความยินดีเลยแม้แต่น้อย

วันทั้งวันซองจุงกิเอาแต่ออกไปนั่งในศาลากลางพระราชวังอย่างเงียบๆ พร้อมเหม่อมองไปยังทิศทางที่ปรากฏขบวนเสด็จของแขกผู้มาเยือนด้วยแววตาไร้ความหมาย พอหมดวันก็เสด็จกลับเข้าพระตำหนักโดยไม่ตอบรับคำบัญชาของพระบิดาที่ให้เข้าร่วมเสวยอาหารค่ำแม้แต่ครั้งเดียว

 

เสียงหัวเราะเหือดหาย

แผนการออกไปเล่นซุกซนนอกวังก็ไม่เผยออกมาอีก

 

“เฮ้อ...” เป็นอีกครั้งที่เสียงถอนหายใจอันยาวเหยียดดังออกมาจากบริเวณห้องบรรทมที่เจือไปด้วยกลิ่นกายหอมละมุน

ซองจุงกิเสด็จขึ้นจากสระสรงในเวลารวดเร็วกว่าปกติ พร้อมกลับเข้าห้องบรรทมด้วยชุดทรงที่เบาสบายไม่เรียบร้อยดีนัก เนื่องจากอยากล้มตัวลงนอนแต่หัวค่ำ อยากเก็บแรงเอาไว้เผชิญหน้ากับการก่อกวนของคิมอูบินคนหน้าด้านในวันต่อๆ ไป เพราะวันนี้ทั้งวันโดนเจ้านั่นตามตื้ออย่างน่ารำคาญและสามารถทำให้พลังงานในร่างกายหดหายลงไปจนตาแทบพับปิดระหว่างกำลังก้าวเดินเสียด้วยซ้ำ

เส้นเกศาดำขลับยังคงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำจากสระสรง ถูกปล่อยละลาดไหล่งามอย่างไร้พิธีรีตองเนื่องจากประทับอยู่ในสถานที่ส่วนพระองค์ คืนนี้ซองจุงกิตั้งใจนั่งสางเส้นเกศายาวสลวยนี้ด้วยตนเองโดยไม่ประสงค์ให้มีนางในคอยรับใช้วุ่นวาย หากแต่ขณะกำลังเพลิดเพลินอยู่กับเส้นไหมนุ่มมือนั้น ในสายพระเนตรก็เหลือบไปเห็นของสิ่งหนึ่งวางอยู่บนพื้นข้างแท่นบรรทมนั่นเอง

 

ดอกโบตั๋น

 

พระวรกายบอบบางก้มเก็บมันขึ้นมาก่อนทอดมองอย่างชั่งใจว่าควรโยนทิ้งเหมือนคราวที่เพิ่งได้รับมาใหม่ๆ หรือควรเก็บไว้ข้างกายต่อไปดี ดอกไม้น้อยๆ ดอกนี้คิมอูบินจับยัดใส่มือเขาก่อนกำชับว่าแม้ไม่ใช่สมบัติล้ำค่าก็ขอให้เก็บไว้ใต้หมอนหนุนตลอดไป ทว่าพอได้รับแล้วกลับเข้ามาในตำหนักเขาก็โยนดอกไม้แทนใจนั้นทิ้งแบบไม่ใส่ใจ ถึงตอนที่มันมาอยู่ในมืออีกครั้งซองจุงกิจึงมีอาการครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรทำอย่างไรต่อไป

“คิมอูบินเอ๋ยคิมอูบิน...” พระโอษฐ์งามพึมพำถึงนามของคนให้อย่างไร้ความหมายใดแอบแฝง ก่อนค่อยๆ ลุกจากที่ประทับแล้วนำเจ้าดอกไม้นั้นไปวางบนโต๊ะเครื่องหอมโดยไม่โยนทิ้งหรือเก็บไว้ใต้หมอนแต่อย่างใด

 

กึก!

 

ยามหมุนกายกลับขึ้นพระแท่นบรรทมในโสตประสาทก็บังเกิดเสียงดังชัดเจนออกมาจากหลังฉากกั้นที่มีชุดคลุมวางพาดไว้อย่างชัดเจน เจ้าของห้องถึงกับชะงักงันไม่แน่ใจว่าบัดนี้ภายในที่ประทับส่วนตัวยังคงความเป็นส่วนตัวอยู่อีกหรือไม่

“ใครน่ะ?” แม้รู้ว่าหากมีใครบุกเข้ามาจริงๆ คำถามนี้คงใช้ไม่ได้ผล ทว่าคนงามก็พยายามทำใจกล้าหมายสู้กับสิ่งที่ต้องพานพบไม่ถอย มือบางกระชับชุดทรงแสนเบาพลิ้วแถมหมิ่นเหม่ต่อการถูกกระชากให้หลุดได้ง่าย ท่อนขาเรียวหมายมาดว่าจะเดินไปทางฉากกั้นให้เบาแสนเบาที่สุดเพื่อช่วงชิงเอาชุดคลุมตัวหนามาไว้แนบกาย

 

ต่อให้สั่นจนแทบหมดแรงก็เถิด

 

สุดท้ายเมื่อไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาจากหลังม่านนั้นอีก จึงพอทำให้ใจที่เต้นระทึกแทบระเบิดผ่อนคลายลงได้บ้าง แม้ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์แต่ซองจุงกิก็สูดหายใจเข้า ก่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดวิ่งตรงไปยังฉากกั้นพร้อมยื่นมือออกคว้าเป้าหมายให้เร็วกว่าที่ชีวิตนี้เคยปฏิบัติมา

 

หมับ!

 

คว้าได้แล้ว!

 

หากแต่สิ่งที่คว้าได้กลับไม่ใช่ชุดทรงอันเป็นเป้าหมายและถ้าพูดให้ถูกก็คือสิ่งที่ซองจุงกิคว้าไว้คงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าเท่านั้น ทว่าสิ่งที่ถูกคว้ากลับเป็นข้อมือเรียวเล็กเสียมากกว่า เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนไม่ได้ถูกภูตผีปีศาจใดจับตัวเพราะสัมผัสจากมือแกร่งไม่ได้เย็นชืดไร้ชีวิต สิ่งเดียวที่ในห้วงสติสั่งให้ปฏิบัติคือการอ้าปากร้องตะโกนขอความช่วยเหลือให้ดังที่สุด

“ช่วย...อื้อ...” ราวกับผู้บุกรุกคาดเดาความเป็นไปในสถานการณ์อย่างเด็ดขาด จึงสามารถยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากอิ่มนั้นไว้ทันท่วงที ส่วนท่อนแขนที่แกร่งราวท่อนเหล็กอีกข้างก็จัดการรัดรึงเอวบางไว้เพื่อไม่เปิดโอกาสให้หลุดหนีไปได้

“ดิ้นไปก็เสียแรงเปล่า”

 

อึก!

 

ไม่จริง…

 

คนตัวเล็กที่พยายามออกแรงดิ้นจนสุดชีวิตในคราแรก กลับกลายเป็นหินแข็งทื่อเพียงเพราะน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบชิดริมใบหูนั้น สุ้มเสียงที่ช่างคุ้นเคยสามารถสะกิดหัวใจให้เต้นอย่างไร้จังหวะราวกับคนที่ตกเข้าสู่ห้วงของความมึนงงสุดแสน เจ้าของลูกแก้วสีนิลที่เบิกโพลงอยู่นั้นปรารถนาจะผินดวงพักตร์ไปมองเจ้าของเสียงให้กระจ่าง ทว่าก็ไร้ความกล้าจนน่าอาย

“วิญญาณออกจากร่างไปแล้วหรือ?”

 

เฮือก!

 

เมื่อเขากระซิบถามมาอีกครั้งจึงทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือกก่อนหันกลับไปมองหน้าผู้บุกรุกโดยอัตโนมัติ  ลูกแก้วคู่งามยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีกยามดวงพักตร์หล่อเหลาคุ้นตาของอีกฝ่ายเด่นชัดอยู่ไม่ไกลกับลมหายใจของตน บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอาจกำลังอยู่ในห้วงฝันหาใช่ความเป็นจริงไม่

 

เขาไม่มีวันมาอยู่ตรงนี้

 

“ผีหลอกแน่ๆ” อาจเป็นไปได้ที่ระหว่างการทำสงครามอันโหดร้าย เขาคนนั้นเกิดพลาดท่าเสียทีโดนศัตรูพรากลมหายใจไปแล้ว ดังนั้นภาพที่เห็นอยู่หากไม่ใช่ความฝันก็คงถูกดวงวิญญาณหลอกหลอนเข้าให้

“ผีที่ไหนจะหล่อปานนี้เล่า” เจ้าคนหน้าไม่อายที่แม้อยู่ในสถานะไม่ได้รับเชิญแต่บุกเข้ามากลางตำหนักอันรโหฐานอย่างไม่กลัวตาย ยังคงความด้านได้อายอดเหมือนอดีตไม่เปลี่ยนแปลง

 

จากกันนานแค่ไหนแล้วเชียว?

 

“เจ้าคือจูอาอินจริงหรือ?” แม้เห็นชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตัวเย็น หน้าซีดหรือลอยได้ อีกทั้งน้ำเสียงยังทุ้มเข้มไม่แปรเปลี่ยน หากแต่เจ้าของห้องยังเอ่ยถามอย่างไม่ไว้วางใจแม้ในหัวใจดวงน้อยกำลังโลดแล่นเพราะคิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วก็เถิด

 

หากไร้เยื่อไย

คงไม่มา...

 

“เป็นข้าน่ะสิ หรือเจ้าปรารถนาให้เป็นเจ้าของดอกไม้น้อยๆ ดอกนี้กันแน่?”

จูอาอินแห่งอุลซานผู้ไม่ใส่ใจว่าการกระทำของตนเป็นเรื่องผิดมหันต์ ผู้ที่ฝ่าฝืนบัญชาของพระราชาอย่างไม่กลัวตาย ผู้ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าการปรากฏกายของตนมีความสำคัญต่อสภาพจิตใจเจ้าบ้านมากแค่ไหน จูอาอินผู้น่าตายยิ่งกว่าใครในผืนแผ่นดินได้ผละออกจากวรกายหอมละมุนแล้วตรงไปหยิบเอาดอกไม้แทนใจคิมอูบินขึ้นมาดอมดมแสดงออกว่าล้อเลียนคนมองอย่างทะเล้นยิ่งนัก

“ถึงกับมีของแทนใจเช่นนี้ สงสัยคิมอูบินเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งแน่ๆ”

“เขาดีเสียจนเจ้าเทียบไม่ติดเลยล่ะ” คนงามเอ่ยติดอาการไม่พอใจเล็กน้อย ที่จู่ๆ ผู้บุกรุกก็โยงสู่เรื่องเกี่ยวกับงานเลือกคู่ด้วยท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิด ในอกบังเกิดความกังวลกลัวผิดหวังต่อการมาเยือนอันซางของอีกฝ่ายเหลือเกิน

“ข้าไม่อยากแข่งขันอะไรกับเจ้านี่อยู่แล้ว” จูอาอินยักไหล่แสดงอาการไม่ยี่หระต่อสิ่งใด “ใครจะแต่งกับใครก็ไม่เกี่ยวกับข้า”

“แล้วเจ้ามาทำไม?”

บุกเข้ามากลางดึกทั้งที่รู้ว่าอาจมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารโดยไม่หวังให้เขาเห็นใจและเลือกเป็นคู่เคียงกายเพื่อสิ่งใด?

“ข้าก็แค่...” พอถูกถามด้วยน้ำเสียงอ่อนไหวประกอบกับถูกมองด้วยแววตาหม่นแสงจากศัตรูตัวร้ายในอดีต เหตุใดบุรุษที่มักพูดจาโผงผางชัดเจนกลับเอ่ยวาจาติดขัดไปเสียหมด “ข้าแค่อยากมาดูหน้าคนที่ปากบอกว่ารักชองยุนโฮหนักหนา แต่กลับป่าวประกาศหาคู่ครองไปทั่วแผ่นดินเสียได้”

 

ห้อตะบึงมาไกลแสนไกลเพียงเพราะสิ่งนี้จริงหรือ?

 

“ดูเหมือนจิตใจเจ้าโลเลมากกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก” ดอกไม้แทนใจจากคิมอูบินถูกขว้างทิ้งตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือเงาร่างสูงใหญ่ของเจ้าหน้าหนวดที่เคลื่อนเข้าหาดวงพักตร์งามยั่วเย้าราวกับตั้งใจถ่างลูกตามองหน้าอีกฝ่ายให้เห็นความโลเลอย่างชัดเจน

“คงไม่มีใครหน้าไหนในแผ่นดินที่มั่นคงเท่าองค์ชายอาอินแห่งอันซางแล้วกระมัง” เจ้าของสุรเสียงเบาหวิวเชิดดวงพักตร์เข้าใส่อย่างไม่ยอมแพ้ “หากรักคิมแจจุงจนมองใครไม่ได้อีก ก็ควรออกไปจากห้องนี้ซะ”

“สอนความใจง่ายให้ข้าก่อนสิ เพราะข้าไม่อยากแพ้เจ้าในด้านนี้”

“...”

เหตุใดจึงไม่สามารถสรรหาคำพูดเจ็บแสบมาต่อล้อต่อเถียงจูอาอินที่น่าตายผู้นี้เหมือนดังเช่นวันวาน เหตุใดเมื่อถูกเขาทำร้ายน้ำใจด้วยวาจาแหลมคมจึงไม่กระทืบเท้าเร่าๆ พร้อมออกกำลังทุบตีให้แสบคันเหมือนดังอดีต

 

เหตุใดน้ำตาถึงหลั่งรินอย่างน่าอาย?

 

“ข้าก็แค่ ฮึก! เปลี่ยนใจจากชองยุนโฮมารักคนใจดำเช่นเจ้าแทน...ไม่เห็นยากตรงไหน”

“อ๋อ...เจ้ารักข้า ห่ะ หา?!” นักรบหนุ่มที่ต่อให้เห็นเลือดสาดกระเซ็นตรงหน้า หรือถูกคมดาบจ่อไว้ที่ลำคอก็ไร้ความหวาดหวั่น ทว่าในเวลานี้เขากลับตั้งตัวไม่ติดและแทบล้มทั้งยืน เพราะได้ฟังเพียงประโยคเดียวที่แสนล้ำค่าจากคนที่ไม่เคยแสดงความเป็นมิตรต่อกันแม้สักครั้ง

 

ซองจุงกิบอกรักเขา...

เป็นไปได้หรือ?

 

“เมื่อครู่ข้ายังรักเจ้า แต่ตอนนี้ไม่รักแล้ว”

 

วูบ!

 

เสียงหัวใจตกลงไปอยู่ที่ปลายเท้าโดยไร้สามารถจะคว้าจับมันไว้ทัน เมื่อซองจุงกิที่เพิ่งสารภาพรักกันอย่างเหนือความคาดหมายได้กลับคำสารภาพมาเป็นด้านตรงข้ามภายในเวลาอันรวดเร็วเกินรับไหว

“จะ...เจ้าเปลี่ยนใจง่ายๆ เช่นนี้ไม่ได้!” เป็นฝ่ายจูอาอินเสียเองที่แม้ไม่ได้หลั่งน้ำตาเหมือนอีกฝ่าย ทว่าในกิริยาท่าทางช่างเต็มไปด้วยความร้อนรนมหาศาล

“เป็นเรื่องปกติของคนใจง่ายอยู่แล้วนี่” มือเรียวงามปาดน้ำตาออกจากใบหน้าราวกับต้องการรวบรวมพลังใจพลังกายในการสู้รบปรบมือคนไร้หัวใจให้ได้นานที่สุด “พรุ่งนี้ข้าจะเลือกองค์ชายอูบินเป็นพระสวามี”

 

เอ่ยออกไปแล้วเจ็บหรือไม่?

 

เจ็บสิ

เจ็บเจียนตาย

 

“ไม่ได้!”

บางทีนี่อาจเป็นการปั่นหัวเล่นสนุกๆ ของอีกฝ่าย หากแต่จูอาอินกลับปักใจเชื่อว่าถูกสารภาพรักพร้อมสลัดรักในเวลาเดียวกันอย่างเจ็บปวด อาจเพราะความเจ็บที่แล่นเข้าโจมตีหัวใจเสียฉับพลันจึงทำให้ปากร้องห้ามการตัดสินใจบ้าๆ ของคนตรงหน้าเอาไว้

“เมื่อรักข้าก็ต้องเลือกข้าสิ เจ้าไปเลือกคิมอูบินหน้าจืดนั่นได้อย่างไร?”

“หูหนวกหรือไง ข้าเลิกรักเจ้าแล้วก็ต้องเลือกคนอื่นแทนสิ”

“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเปลี่ยนใจง่ายๆ หรอก!”

“เจ้าไม่มีสิทธิ์ห้ามและอย่ามายุ่งเรื่องของข้าด้วย” ดวงพักตร์งามกระจ่างสะบัดหนีคนตัวสูงพร้อมตรงไปเก็บเอาดอกไม้กลีบบางที่ถูกทิ้งลงพื้นขึ้นมาถือราวกับหวงแหนสมบัติล้ำค่า “ข้ารับดอกไม้นี้มาแล้ว สมควรมอบหัวใจตอบแทนด้วยไม่ใช่หรือ?”

“ถ้าไม่มีดอกไม้งี่เง่านี่แล้ว เจ้าก็รักมันไม่ได้!”

“น่ะ...นี่เจ้า!”  

ความเร็วและความคล่องตัวของจูอาอินเหนือกว่ามาก จึงทำให้ดอกไม้ที่น่าสงสารถูกแย่งจากมือพร้อมกับที่มันถูกขว้างลงพื้นแล้วเหยียบย่ำเสียจนไม่เหลือความงาม จากลักษณะท่าทางของคนเหยียบก็คล้ายกับว่าได้ถ่ายเทพลังความแค้นทุกอย่างลงไปยังฝ่าเท้าจนสิ้น

“คราวนี้กลับมารักข้าได้หรือยัง?”

“เจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” ซองจุงกิไม่สามารถร้องไห้ เพราะไร้ซึ่งความเศร้าหนักหน่วงทว่าในจังหวะเดียวกันก็ไม่อาจแย้มยิ้มเนื่องจากไม่มีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น คงมีเพียงความสับสนต่อการกระทำของอีกฝ่ายอย่างหนัก

จนถึงป่านนี้พวกเขาเอาแต่ทะเลาะ ตะโกนใส่กันและหาเรื่องประชดประชันจนไม่อาจทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมจูอาอินถึงมาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งนี้ พร้อมทำร้ายจิตใจเกินเลยไปถึงทำลายข้าวของอย่างไร้มารยาทด้วย

“หากไม่รักแล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม?” บางครั้งคนตัวเล็กที่แม้จับดาบยังทำไม่เป็นก็มีความกล้าหาญและชัดเจนต่อความรู้สึกเสียจนนักรบผู้เจนสนามศึกยังต้องพ่าย

ยามเขาชอบชองยุนโฮก็มักแสดงออกไปอย่างเปิดเผยว่าชอบ พอถึงตอนนี้เขาเปลี่ยนมารักจูอาอินคนโง่ก็พร้อมจะเอ่ยทุกอย่างออกไปให้ชัดเจน

 

ไม่อยากค้างคาอีกต่อไป

 

“ข้า...ข้า...”

“อ้ำอึ้งอยู่ได้!”

“ข้าไม่อยากให้เจ้าแต่งกับชายอื่นนี่นา”

สถานการณ์พลิกผันเมื่อคนตัวเล็กแต่ใจใหญ่กลายเป็นฝ่ายคุมเชิงอย่างดีเยี่ยม เพียงขึ้นเสียงถามและคาดคั้นเอาคำตอบฝ่ายคนตัวโตแต่ใจหดเล็กก็จำต้องเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างกระดากอาย

“หากไม่แต่งกับคนอื่น เจ้าจะให้ข้าแต่งกับใคร?”

“ก็แต่งกับ...กับ...”

 

พูดสิจูอาอิน

บอกว่าในใจเจ้ามีข้าอยู่หรือไม่

 

“ฝ่าบาทเสด็จ!”

“เสด็จพ่อกำลังมา ตายแล้ว! ตายแน่ๆ”

สุดท้ายคำตอบที่อยากฟังมาตลอดทั้งยามหลับและตื่นก็มีอันมลายหายไปจนสิ้น เพียงเพราะเสียงตะโกนรายงานความเป็นไปทางด้านนอกเกี่ยวกับการมาถึงของพระเจ้าอินโจโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า สำหรับซองจุงกิแล้วความเศร้าหรือหยาดน้ำตาล้วนถูกสลัดทิ้งอย่างสิ้นซาก ก่อนกลายมาเป็นความตื่นตระหนกสุดแสนเมื่อมองดูสภาพของตัวเองในเวลานี้แล้วมีจูอาอินแขกไม่ได้รับเชิญอยู่ในห้อง หากพระบิดาทอดพระเนตรเห็นภาพเช่นนี้มีหวังว่าวังหลวงอันซางได้ลุกเป็นไฟแน่

“รีบหาที่ซ่อนเร็วเข้า!” เท้าเล็กกระโดดโหยงเหยงราวกับพื้นห้องเต็มไปด้วยกองไฟเผาผลาญ ซองจุงกิหมุนซ้ายหันขวาพร้อมสอดส่ายสายตาหาที่ซ่อนตัวบุรุษร่างสูงใหญ่เกินพอดีให้มิดชิดที่สุด

“เหตุใดต้องซ่อนด้วยเล่า?”

“อ๊าก! เจ้าอยากถูกตัดหัวหรือไงเล่า?” ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานยังทำเป็นตีหน้าซื่อ พร้อมเอ่ยถามราวกับไม่รู้ความผิดของตนอยู่ได้

“ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น”

“วิธี?”

“วิธีที่จะทำให้เราสองไม่ถูกฝ่าบาทลงโทษ ซ้ำยังได้สมหวังอย่างไรเล่า”

“สมหวัง?”

 

ฟึบ!

 

“อ๊ะ! ทำบ้าอะไรเนี่ย?”

โดยไม่ทันตั้งตัวหรือตั้งสติก็พบว่าร่างทั้งร่างถูกคนหน้าไม่อายอุ้มไว้ในวงแขนอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าพอสติฟื้นคืนก็ยากเกินควบคุมเมื่อพระวรกายหอมกรุ่นถูกกดลงกับพระแท่นบรรทมโดยมีร่างสูงทาบทับลงมาจากด้านบน ข้อมือเล็กๆ ทั้งสองที่กำลังผลักอกแกร่งออกไปให้ห่างถูกรวบตึงไว้เหนือศีรษะจนหมดหนทางขยับไหว โดยไม่รอช้าจูอาอินก็จัดการดึงรั้งชุดทรงที่หมิ่นเหม่เพื่อเผยให้เห็นลาดไหล่และแผงอกขาวเนียนให้มากกว่าที่เป็นอยู่และเพื่อไม่เปิดโอกาสให้คนตาโตเท่าไข่ห่านส่งเสียงร้องออกมาอีก ริมฝีปากอุ่นร้อนจึงฉกวูบเข้าปิดสุรเสียงหวานใสนั้นอย่างอุกอาจ

“อื้อ...” ซองจุงกิแทบเป็นลมล้มพับเพราะพิษของจุมพิตร้อนผ่าวเสียจนร้ายกาจ ช่างแตกต่างจากการที่เขาเคยจู่โจมใช้ปากสัมผัสปากของชองยุนโฮหรือต่างจากอุบัติเหตุจุมพิตกับจูอาอินในครั้งเก่าก่อนมากเหลือเกิน คราวนี้ริมฝีปากนุ่มร้อนของอีกฝ่ายสัมผัสและบดขยี้กลีบกุหลาบงามอย่างตั้งใจและเก็บเกี่ยวความหวานไว้อย่างไม่รู้จักพอ

 

หากพระบิดามาเห็นเข้าล่ะก็...

 

“อื้อ...” ถึงไม่ถูกสัมผัสวาบหวามนั้นล่อลวงมากเกินสมควร ทว่าคนตัวเล็กก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดเพื่อเตือนสติคนบ้าตรงหน้าได้เลย

 

ผลัก!

 

“เกิดเรื่องเช่นนี้ในราชวังของข้าได้อย่างไร?!”

เมื่อสุรเสียงแหบห้าวของเจ้าแผ่นดินอันซางดังขึ้น พร้อมคำถามที่บ่งบอกได้ว่าไม่พอพระทัยต่อภาพน่าอายมากแค่ไหน จูอาอินจึงยอมผละห่างและปล่อยให้เจ้าของเรือนกายเนียนนุ่มจนเกือบทำเขาถลำลึกไปมากกว่านี้เป็นอิสระ หากแต่บนใบหน้าหล่อเหลากลับไม่ได้มีแววแห่งความหวาดกลัวในความผิดใดๆ แม้แต่น้อย แตกต่างจากคนงามที่รีบจัดระเบียบร่างกายให้เรียบร้อยพร้อมคุกเข่าแล้วพุ่งเข้ากอดขาของผู้ให้กำเนิดไว้จนแน่น

“เสด็จพ่ออย่าเข้าพระทัยผิด ลูกไม่ได้ทำเรื่องน่าอายเลย”

“สิ่งที่เจ้าทำชัดเจนถึงเพียงนี้ ยังแก้ตัวอีกหรือ?”

“ทรงไม่ไว้ใจลูกคนนี้แล้วหรือ ฮึก ฮือ...”

ระหว่างสายเลือดเดียวกันกำลังบังเกิดสงครามที่ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นในสิ่งที่ตาเห็น แต่อีกฝ่ายก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนพร้อมน้ำตา

“ทูลความจริงต่อเสด็จพ่อเร็วเข้า!” คนตัวเล็กที่กำลังปล่อยโฮอย่างหนักรีบหันมาหาแนวร่วมซึ่งเป็นคนก่อเรื่องให้รีบไขความกระจ่างด้วยอีกแรง

“เป็นความผิดของกระหม่อมเอง” แน่นอนว่าจูอาอินหาได้ขลาดกลัวจนรีบหนีหายไปจากบริเวณนั้น แต่ชายหนุ่มกลับก้าวเดินมาด้านหน้าอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมคุกเข่าลงหน้าพระพักตร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด “เราสองคนรักกัน จึงไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป สุดท้ายจุงกิจึงตกเป็นของกระหม่อมทั้งกายและใจแล้ว”

“ห๋า!” เป็นเสียงอุทานจากซองจุงกิผู้น่าสงสาร ในขณะที่พระราชากลับทรงนิ่งเฉยได้อย่างน่าประหลาด

“โอรสของฝ่าบาทคนนี้ คงแต่งกับใครไม่ได้นอกจากสวามีเช่นกระหม่อม”

“ห๋า!” เสียงอุทานในรูปแบบเดิมยังไม่จางหายไปจากคนงามที่หน้าซีดเผือดจนแทบหมดลมหายใจลงไปเสียตรงนี้ “เสด็จพ่ออย่าเชื่อเขานะ”

 

บ้าไปแล้ว

ใครเชื่อก็บ้าแล้ว

 

“พ่อเชื่อในสิ่งที่ตามองเห็น” สิ่งที่พระองค์ทรงเล็งเห็น หาใช่ภาพน่าอายระหว่างโอรสตัวน้อยกับองค์ชายหนุ่มบ้าดีเดือดคนนี้ ทว่าพระองค์เห็นถึงความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวและคล้ายกำลังพันเกี่ยวเด็กทั้งสองไว้จนไม่อาจแยกกัน

 

หาใช่รักข้างเดียวไม่

 

“จูอาอิน เจ้าจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร?”

“กระหม่อมยินดีอภิเษกกับองค์ชายจุงกิ และยกย่องเป็นชายาเพียงหนึ่งเดียวพะย่ะค่ะ”

“เจ้า...” แม้สถานการณ์น่ามึนงงและวุ่นวายจนหัวแทบระเบิดมากแค่ไหน แต่เหตุใดหนอการที่เสียงทุ้มต่ำนั้นกล่าวคำสัตย์สาบานหวานหูออกมาก็คล้ายกับสามารถล่อลวงให้หัวใจดวงน้อยพองโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  

บัดนี้ซองจุงกิไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรยืนกรานปฏิเสธเรื่องน่าอายที่ไม่จริงต่อไป หรือควรเงียบเสียงเพื่อฟังประโยคต่อๆ ไปจากริมฝีปากเรียวงามนั้นดี

“เจ้าไม่เคยมีใจรักต่อโอรสของข้า เหตุใดจึงกล้าเอ่ยคำว่ารักโดยง่าย” พระเจ้าอินโจยังแสร้งตีพระพักตร์เคร่งขรึมคล้ายไม่ปักพระทัยเชื่อในวาจาของบุรุษหนุ่มมากนัก

“กระหม่อม...” จูอาอินอยากเอ่ยเหลือเกินว่า ‘หากฝ่าบาทไม่เสด็จมาเป็นก้างขวางคอเสียก่อน ป่านนี้เขาคงสารภาพความในใจออกไปแล้ว’ แน่นอนว่าในความเป็นจริงคงทูลตอบไม่ได้หรอก “นับแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ ที่กระหม่อมร้อนในอกทุกครั้งเมื่อนึกว่าตนไม่ใช่เจ้าของจุมพิตแรกของซองจุงกิ นานเท่าใดไม่รู้ที่ระหว่างทำสงครามก็มักมีแรงผลักดันให้สู้เพื่อปกป้องอันซางแห่งนี้เสมอ ยามกระหม่อมอ่านประกาศเลือกคู่นั้นจบ ในหัวใจก็บังเกิดความปวดร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาการเช่นนี้...” ท้ายประโยคกลับหันมามองสบดวงเนตรคู่งามพร้อมเอ่ยถามซองจุงกิอย่างเว้าวอน

“ข้าตกหลุมรักเจ้าใช่หรือไม่?”

“...”

“ถูกต้องแล้ว! ข้ารักเจ้า...จูอาอินหลงรักซองจุงกิมาโดยตลอด” เมื่อได้เอ่ยความในใจออกไปจนหมดเปลือกก็คล้ายในอกที่เคยอัดแน่นไปด้วยไฟร้อนได้บังเกิดความโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก จูอาอินสามารถจ้องมองใบหน้าของจุงกิคนงามและแย้มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เป็นมิตรและเปี่ยมไปด้วยความหวานละมุนตั้งแต่เมื่อใดกัน

 

คงตั้งแต่ถูกจุมพิตนั้นจู่โจมเข้าเล่นงาน

จึงไม่อาจลบเลือนตลอดกาล

 

“ถ้าเช่นนั้นเรื่องน่าอายเมื่อครู่ก็เป็นเพียงละครฉากหนึ่งใช่หรือไม่?” พระราชาทอดพระเนตรรอยยิ้มเปี่ยมน้ำตาของโอรสสุดรักได้ชัดเจน และพระองค์ก็ขอทำหน้าที่กามเทพไขความกระจ่างทั้งหมดเอง

“เปล่าพะย่ะค่ะ!” คงเพราะกลัวแสนกลัวว่าอนาคตพ่อตายังประสงค์จัดงานเลือกคู่อยู่อีก ดังนั้นจูอาอินต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม “ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจริง”

“เง้อ...เสด็จพ่ออย่าเชื่อนะ!” คราวนี้เป็นจุงกิที่ไม่อาจต้านทานความเขินอายปล่อยให้อีกฝ่ายเที่ยวป่าวประกาศเรื่องไม่จริงได้

“ฮ่าๆๆ จริงหรือไม่จริง สุดท้ายลูกข้าก็ได้แต่งกับคนที่รัก ช่างวิเศษเหลือเกิน”

“ดะ...เดี๋ยวก่อน เสด็จพ่อกับจูอาอินร่วมมือกันอย่างนั้นหรือ?” ราวกับเสียงพระสรวลของพระบิดากลายเป็นกุญแจไขความกระจ่างให้สมองมีแสงสว่างโดยฉับพลัน ซองจุงกิเบิกตาที่นับวันจะโตขึ้นเรื่อยๆ ไปมองดวงพักตร์ของพระบิดาทีหนึ่งแล้วค่อยมองหน้าจูอาอินสลับกันไปมาอยู่เช่นนั้น เพื่อรอให้มีใครคนหนึ่งสารภาพความจริงออกมาก่อน

“ในเขตพระราชฐานที่เต็มไปด้วยการอารักขาแน่นหนาเช่นนี้ เจ้าคิดว่าจูอาอินจะสามารถบุกเข้ามาโดยไร้ความช่วยเหลือเช่นนั้นหรือ?”

“ร้ายกาจที่สุด!”

“พ่อรักเจ้ามากจึงทำเพื่อเจ้าถึงเพียงนี้”

แม้ทุกชีวิตเป็นไปตามที่พระหัตถ์ขีดเส้นไว้ให้เดินโดยไร้การคัดค้านใดๆ ก็ตาม แต่สำหรับพระโอรสเพียงหนึ่งเดียวแล้วนั้นทำอย่างไรก็ไม่อาจใจจืดใจดำบังคับให้เลือกคู่ที่ไม่สมัครรักใคร่ได้หรอก เพราะพระเจ้าอินโจสังหรณ์ในใจแล้วว่ายามจูอาอินให้การคุ้มครองจนส่งซองจุงกิกลับอันซางอย่างปลอดภัยในคราก่อน

 

ในแววตาคู่นั้น...

แฝงความหมายลึกซึ้งมากเพียงใด

 

“เสด็จพ่อ...” ในที่สุดเขาก็สามารถหลั่งน้ำตาเพราะความสุขไม่ใช่ความทุกข์ ท้ายที่สุดแล้วซองจุงกิก็ได้มีความรู้สึกแสนวิเศษนี้เสียที

“หมดหน้าที่ของพ่อแล้ว ต่อไปเจ้าทั้งสองก็ตกลงกันเองแล้วกันว่าแต่งวันไหน ฮ่าๆๆ”

“งื้อ...”

พระบิดาเสด็จจากไปพร้อมเสียงพระสรวลที่ดังทะลุฟ้า ก่อนปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบครองทุกอณูพื้นที่ของพระตำหนักแห่งนี้ จู่ๆ ซองจุงกิก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวอย่างประหลาด มันหนักอึ้งเสียจนรั้งให้ดวงพักตร์ก้มลงไม่กล้าเงยขึ้นสบดวงเนตรของจูอาอินที่ไม่ละไปทางใดนับตั้งแต่ได้สารภาพความในใจจนหมด

เมื่อใดกันที่แววตาไร้ความหมายได้แปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นลึกซึ้งจนยากต้านทาน เมื่อใดกันที่พวกเขาทั้งสองไม่ได้เฝ้ามองราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจนเหลือเชื่อสามารถทำให้คนปากเก่งและชอบมองด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาทอยู่เสมอ กลับกลายเป็นคนขี้อายและเรียบร้อยขึ้นผิดหูผิดตา

“เราต่างก็รู้ความในใจแล้วสินะ” แม้แต่จูอาอินคนหน้าไม่อายก็รู้สึกว่ายามเอ่ยประโยคนั้นออกไป ช่างยากเย็นไม่ลื่นไหลเหมือนก่อน

 

อายหรือ?

ไม่มีทางเสียหรอก!

 

“เจ้าคงไม่เปลี่ยนใจไปแต่งกับคนอื่นใช่ไหม?”

“ขนาดนี้แล้ว ยังไม่เชื่อใจข้าอีกหรือ?” คนตัวเล็กยังก้มหน้าก้มตาตอบ ทว่าบนดวงพักตร์ก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“เชื่อสิ ความจริงข้าเชื่อใจเจ้าเสมอ” เจ้าของร่างสูงสง่าฉีกยิ้มกว้างพร้อมคว้าเอาร่างบอบบางเข้ามากกกอดอย่างแสนยินดี

ซองจุงกิไม่ได้ปัดป้องวงแขนนั้นออกห่าง ทว่ากลับเบียดกายเข้าหาไออุ่นราวกับโหยหาความรู้สึกวิเศษนี้มานานแสนนาน สัมผัสจากคนที่ใจตรงกันย่อมไม่นำพาซึ่งความอึดอัดหรือรังเกียจ แต่ดูเหมือนยิ่งเป็นการดึงดูดจนไม่อาจห้ามใจให้ผละออกจากกันตลอดกาล

“ขอโทษที่ชอบชวนเจ้าทะเลาะ ขอโทษที่ข้ารู้ใจตัวเองในวันที่เกือบสายไปแล้ว” นักรบหนุ่มก้มลงสูดกลิ่นหอมบนเส้นไหมดำขลับอย่างลุ่มหลง ไม่กระดากอายแม้แต่น้อยที่จะเอ่ยคำว่าขอโทษให้ฟัง

“ไม่มีวันที่เกือบสายหรือวันที่สายไปแล้วสำหรับเจ้าหรอก” ถือเป็นครั้งแรกนับแต่พระบิดาเสด็จออกจากห้องนี้ไปที่คนงามเงยดวงพักตร์ขึ้นเพื่อให้สามารถสบดวงเนตรของอีกฝ่ายได้ชัดเจน “ต่อให้เจ้าไม่รัก ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่แต่งกับคนที่ไม่มีใจให้”

ความกังวลที่ว่าในวันพรุ่งนี้อันซางและพระบิดาต้องพบเจอคำประณามหยามเหยียดจากการที่เจ้าของงานตัดสินใจครองตนเป็นโสดไปชั่วชีวิต การไม่เลือกใครย่อมทำให้บังเกิดความไม่พอใจจากบรรดาชายหนุ่มที่อุตส่าห์เดินทางมารวมงานและคาดหวังว่าจะถูกเลือก ซองจุงกิเจ็บปวดเป็นยิ่งนักที่อาจเป็นสาเหตุให้พระบิดาเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง หากแต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างพระองค์พร้อมฝ่าฟันช่วงเวลายากลำบากไปด้วยกัน

 

มลายสิ้นซึ่งความทุกข์ตรม

เพราะเขาพบผู้ถูกเลือกคนนั้นแล้ว

 

“จุงกิ...” เจ้าของเรือนกายหอมกรุ่นนี้เป็นแม่มดร้ายหรืออย่างไร จึงสามารถเสกให้รัชทายาทแห่งอุลซานผู้กล้าแกร่งคล้ายตกลงไปในห้วงความรักหอมหวาน ราวกับไม่สามารถควบคุมหัวใจให้หลุดพ้นจากความงามของดวงพักตร์กระจ่างตานี้ไปได้เลย “อภัยที่ข้าห้ามใจไม่ไหวด้วยเถิด”

ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกาย หากแต่ครั้งนี้ได้นำพาความหวานละมุนมาสู่กลีบปากอิ่มงามนั้นด้วย นานเนิ่นนานที่คนทั้งสองเฝ้าจุมพิตกันอย่างโหยหา เร่าร้อนและเว้าวอนราวกับว่าพวกเขาได้ค้นพบในสัมผัสที่ใช่และต้องการประทับตราเป็นเจ้าของกันอย่างแสนเต็มใจ

 

ซองจุงกิทั้งอ่อนหวานน่ารักมากถึงเพียงนี้

เขาไม่น่าตาบอดเสียหลายปีเลยให้ตาย

 

“อ่ะ แฮ่ม! ขอประทานอภัยที่กระหม่อมเข้ามาขัดจังหวะพะย่ะค่ะ”

ม่านหมอกที่กำลังปะทุไปด้วยไฟแห่งความเร่าร้อนมีอันต้องหยุดชะงักอย่างน่าเสียดาย ทันทีที่เสียงของท่านราชเลขาเฒ่าดังขัดจังหวะก็ทำให้ริมฝีปากทั้งสองผละห่างจากกันโดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าหากท่านใต้เท้าไม่มีเหตุผลอันดีมากราบทูลล่ะก็ จูอาอินไม่มีวันปล่อยให้ความผิดนี้หลุดลอยโดยไม่เอาคืนเป็นแน่

“ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้องค์ชายอาอินเสด็จกลับตำหนักรับรองได้แล้วพะย่ะค่ะ”

“โธ่...” เสียงอุทานอย่างขัดใจดังออกมาจากรัชทายาทอันดับสองแห่งอุลซานทันทีที่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของตัวแทนองค์พระราชา แสดงว่าฝ่าบาทจงใจกลั่นแกล้งว่าที่ราชบุตรเขยอย่างโหดร้ายที่สุด “ข้ายังไม่หนำใจเลยนี่นา โอ๊ย! ตีข้าทำไมเล่า?” ร่างสูงยกมือขึ้นลูบแขนไปมา เพื่อบรรเทาอาการเจ็บเท่ามดกัดจากการถูกคนรักตีเข้าเต็มแรง

“ชอบพูดจาน่าอายอยู่เรื่อย รีบออกไปจากห้องข้าสิ” เด็กดีก็ช่างเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังคำสั่งบิดาจนน่าจับมาตีก้นสั่งสอนเสียให้เข็ด

“โธ่...ขออยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือ?”

“ขัดใจเสด็จพ่อ ระวังไม่ยกโอรสให้อภิเษกด้วยนะ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ฝันดี ข้าต้องรีบไปแล้วล่ะ” บทจะดื้อก็แสนดื้อ แต่พอง่ายก็แสนว่าง่ายจนตั้งรับแทบไม่ทัน “รักลูกเขาจนหัวปักหัวปำ ก็ต้องเอาใจว่าที่พ่อตาหน่อยล่ะ” เอ่ยอย่างร่าเริงพร้อมขยิบตาใส่อย่างแสนเจ้าเล่ห์

ก่อนจะผละห่างออกไปจากพระตำหนักอันหอมอบอวลแห่งนี้ก็ไม่วายขโมยหอมแก้มเนียนเพื่อเป็นการมัดจำอีกฟอดใหญ่ๆ ทำเอาคนเสียเปรียบต้องร้องลั่นเพราะความอับอายที่ถูกท่านราชเลขามองมาอย่างล้อเลียนนั่นเอง

“คนบ้า!” แม้ปากก่นด่าจูอาอินคนหน้าไม่อายไล่หลังไปดังเพียงใดก็ตาม บนดวงพักตร์กลับปรากฏรอยยิ้มที่กว้างมากขึ้นเท่านั้น

 

ความรักดีอย่างนี้นี่เอง

 

Amour

 

ตั้งใจไม่รัก

ท้ายสุดต้องรัก

แม้ไม่ใช่รักแรกยามสบตา

หากคงอยู่เป็นรักสุดท้าย

เคียงกาย

โอบหัวใจ

ชั่วนิรันดร

 

Amour

 

Amour XLIII…coming soon^^

 

TALK :  ตอนนี้ยกให้คู่จุงอินเค้าล่ะ ><

: คู่พี่น้องก็น่าลุ้น

: เรื่องนี้มีตัวน่ารักเต็มไปหมดเลยเนอะ >////<

 

เปิดจอง คลิ๊ก! http://yunjaekick.exteen.com/20141212/amour-3-4

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet