[Fic] Amour : Amour XL (40)

posted on 18 Jan 2015 17:47 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

 

 

Amour XL

 

 

อากาศของชอลลาในช่วงเวลานี้ช่างดีนัก เมื่อเข้าสู่รอยต่อของการเปลี่ยนเวียนฤดูใหม่หมู่มวลพฤกษาและก้อน

เมฆบนท้องฟ้ามักมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่งเสมอ เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปจะพบกับความกระจ่างใสของสี

ฟ้าและขาวลอยสลับไปมาหยอกล้อดวงอาทิตย์ที่แผดแสงกล้า เป็นช่วงไร้ความครึ้มและหมองหม่นของท้องฟ้า

หากมองต่ำลงมายังอาณาบริเวณรอบกายก็จะพบว่าใบไม้กำลังเปลี่ยนจากสีเขียวหรือสีอื่นใดมาเป็นสีแดงบ้าง สี

เหลืองสดบ้างอย่างน่ามอง

 

ฤดูใบไม้ร่วงกำลังมาเยือน

 

นับเป็นช่วงเวลาที่อากาศและธรรมชาติของทุกแคว้นในบริเวณใกล้เคียงมีความงดงามและสดชื่นแจ่มใสมากที่สุด

พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าฝนจะตกฟ้าถล่มระหว่างเดินทางไกล ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องทนแบกรับสภาพอากาศที่ร้อน

อบอ้าวหรือหนาวเยือกมากจนเกินไปด้วย เรียกได้ว่าทุกสิ่งอย่างกำลังดำเนินอยู่ในความพอเหมาะพอดีเหลือเกิน

เจ้าของดวงพักตร์งามเลิศล้ำเปิดดวงเนตรขึ้นมองโลกอันงดงามนี้อีกครั้ง หลังถูกเสียงฝีเท้า เสียงสนทนาและ

กลิ่นน้ำแกงอันหอมหวนรบกวนการพักผ่อนไปชั่วขณะหนึ่ง แพขนตาดำขลับพยายามกระพริบถี่เพื่อไล่ความพร่า

มัวของดวงตาและห้วงสติ จะได้มองเห็นใบหน้าของผู้ที่กำลังนั่งเคียงข้างชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทบทวนความเป็นไป

ของเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยว่าตนมาอยู่ในห้องบรรทมอันโอ่โถงนี้ได้อย่างไร

 

อืม...

ช่วงนี้เขาวูบบ่อยเกินไปแล้วจริงๆ

 

ฟึบ!

 

พระวรกายอ่อนแรงถลึงกายลุกพรวดขึ้นจากพระแท่นบรรทมราวกับโดนไฟร้อนแผดเผา เมื่อในห้วงความนึกคิด

ปรากฏภาพใบหน้าซีดเผือดและร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของชองยุนโฮอย่างชัดเจน จึงส่งผลให้หัวใจที่เป็น

กังวลไม่คลายความห่วงหาไปจากคนบาดเจ็บแม้ตัวเองก็แทบแย่ไม่ต่างกัน

“อย่าเพิ่งลุกไปไหนเลย” ยังไม่ทันได้ใช้ความพยายามนำตัวเองออกไปจากพระแท่นนี้ กลับถูกน้ำเสียงหวานรื่นหู

เสียงหนึ่งรั้งไว้พร้อมกับฝ่ามือนุ่มของอีกฝ่ายที่กดลาดไหล่ราวกับเป็นการบังคับไม่ให้ลุกตามปรารถนา“เจ้าควรพัก

ผ่อนเสียบ้าง” องค์ชายน้อยทอดพระเนตรสหายรักที่กลายมาเป็นพระญาติอย่างแสนห่วง เขาเป็นกังวลแต่ก็ต้อง

แสร้งทำเป็นดุเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อฟัง

หากพูดตามตรงคงต้องบอกว่ายามเขาทำหน้าเคร่งขรึมเพื่อให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่งช่างเป็นเรื่องหนักหนาต่อ

ความสามารถไม่น้อย เนื่องด้วยเขากับหงส์งามนอกจากมีลักษณะทางร่างกายที่คลายคลึงกัน ในด้านของอุปนิสัย

ก็เหมือนยิ่งกว่าฝาแฝด เพราะแม้ก่อนหน้านี้จะพำนักอยู่คนละแคว้นแต่ด้วยชื่อเสียงด้านความซุกซน รักอิสระและ

เอาแต่ใจจนเป็นตัวร้ายในสายตาของคนทั้งวังก็แพร่สะพัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเรื่องความดื้อรั้นจึงไม่แตก

ต่างแม้แต่น้อย การบังคับให้คิมแจจุงทำตามจึงต้องเผชิญกับความเหนื่อยไม่ต่างจากการฝืนใจคิมจุนซูนั่นเอง

“ดื่มน้ำแกงถ้วยนี้แล้วนอนต่ออีกหน่อยเถิด” ไม่ต้องรอให้แฝดทางนิสัยออกปากปฏิเสธ คิมจุนซูก็ยกเอาถ้วยบรรจุ

น้ำแกงอุดมประโยชน์มาจ่อไว้ตรงหน้าแล้ว

“ข้าไม่หิว” แน่นอนว่าคำตอบที่ได้รับย่อมเป็นรูปแบบเดิมโดยไม่ต้องคาดเดาให้มากความ

“ข้าเข้าใจดีว่าความทุกข์จนไม่อยากลิ้มรสอาหารเป็นเช่นใด เพราะข้าเคยผ่านมาก่อน แต่เจ้าก็เห็นนี่ว่าข้าไม่ได้

ทรมานตัวเองจนล้มป่วยเช่นเจ้า”

“ก่อนหน้ายังดื้อใส่ข้าอยู่เลย มาตอนนี้ทำเป็นดุเสียอย่างนั้น” ปากอิ่มงามยู่ใส่คนตีหน้าซื่ออย่างแง่งอน

“ตะ...แต่เจ้าหมดสติแถมมีไข้เช่นนี้ อย่างไรต้องกินข้าวกินยาโดยไม่มีข้ออ้าง”

“เขาเป็นอย่างไรบ้างจุนซู?” ไม่แม้แต่เหลียวแลสายตาใส่ชามน้ำแกงหอมกรุ่น อีกทั้งยังเอาแต่ชวนสนทนาถึงคน

นอนนิ่งไม่ได้สติโดยที่หัวใจลอยล่องไปนั่งเฝ้าอยู่ตรงโน้นแล้ว

“ดื่มน้ำแกงอึกหนึ่ง ข้าก็จะบรรยายอาการให้ฟังส่วนหนึ่ง...ตกลงหรือไม่?” องค์ชายน้อยย่อมสามารถพลิกวิกฤติ

ให้เป็นโอกาสอย่างน่าชื่นชม

“เฮ้อ...ต้อนให้ข้าจนมุมจนได้สินะ”

“ข้าห่วงเจ้ามากต่างหากเล่า ลองคิดดูสิ ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาแล้วไม่ได้เห็นหน้าเจ้าคนแรกเพราะมัวแต่นอนจมพิษไข้

เช่นนี้ เขาคงผิดหวังมากทีเดียว”

“รีบป้อนข้าสิ!”

สุดท้ายการผลัดกันป้อน ผลัดกันถามและผลัดกันเล่า จึงสามารถดำเนินไปอย่างไร้อุปสรรค เมื่อหงส์งามรีบพยัก

หน้ารับข้อต่อรองพร้อมเร่งเร้าให้คนตัวเล็กป้อนข้าวป้อนยาทันทีที่จินตนาการไปว่าชองยุนโฮจะผิดหวังมากแค่

ไหนหากคนแรกที่ตื่นขึ้นมาแล้วมองเห็นไม่ใช่ใบหน้าของคิมแจจุง

 

ตัวเขาเองก็ต้องเสียใจไม่แพ้กัน

 

ในคำบอกเล่าของคิมจุนซูไม่ปรากฏคำว่าอาการทรุดหนัก หรือจากไปไกลแสนไกลยังโลกที่ไม่มีกันและกันแล้ว

เท่ากับว่าเขาต้องใช้ชีวิตให้ดำเนินไปอย่างมีความหวัง...หวังว่าสักวันหนึ่งเราสองจะกลับมาเคียงคู่อย่างแสนสุข

อีกครา

 

หวังให้ไม่มีฝันร้ายใดมากล้ำกราย

 

Amour

 

องค์ชายน้อยคิมจุนซูประทับอยู่ในศาลากลางอุทยานตำหนักใหม่ของตนแต่เพียงลำพัง ไร้เงาข้าราชบริพารล้อม

หน้าล้อมหลังและไร้เงาปาร์กยูชอนที่ยังพักฟื้นอยู่ในจวนแม่ทัพ ด้วยลักษณะท่าทางยามนี้มองแล้วคล้ายกับคิม

จุนซูกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ปล่อยให้อัดอั้นอยู่ในอกจนแสดงออกทางสีหน้าว่ามีความ

กังวลมากเพียงใด

 

ความกังวลที่แฝงความเศร้าจับใจ

 

ไม่ปรารถนาเลยกับการปล่อยให้ตัวเองยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางความเงียบงันเช่นนี้ เพราะนั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้

ความหมองเศร้าครอบงำจิตใจจนยากสลัดหลุด เป็นสาเหตุที่ทำให้ปลายจมูกโด่งรั้นรู้สึกร้อนวูบก่อนที่ในลูกแก้วสี

น้ำผึ้งจะพร่ามัวเพราะหยาดน้ำตาปกคลุม

“องค์ชายน้อย...กระหม่อมมาแล้วพะย่ะค่ะ” สุ้มเสียงแหบพร่าของผู้ที่รอคอยดังขึ้นจากทางด้านหลัง จึงสามารถ

ทำให้เจ้าของพระวรกายบอบบางเช็ดหยาดน้ำตาอย่างลวกๆ เพื่อมองแล้วไม่น่าอายเกินไปได้

“รอกวนท่านหมอให้วิ่งวุ่นเช่นนี้ ต้องขออภัยจริงๆ” สุรเสียงหวานใสตรัสกับหมอหลวงเฒ่าอย่างไม่คลายความ

เกรงใจ เพราะนับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดพร้อมปรากฏผู้บาดเจ็บมากมายก็ดูเหมือนว่าท่านหมอไม่ได้หยุดพักเอาเสีย

เลย คราวนี้ก็รีบมาเข้าเฝ้าตามคำเชิญของเขาทั้งที่ต้องดูแลมังกรหนุ่มและหงส์งาม

“กระหม่อมเต็มใจให้เรียกใช้พะย่ะค่ะ หากองค์ชายน้อยทรงมีเรื่องเดือดร้อนใด...” ท้ายประโยคกลับไม่อาจเอื้อน

เอ่ยออกมาดังใจหวัง เพราะกลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่ตนกังวลอาจไม่ใช่ประเด็นเดียวกับที่นายเหนือหัวเรียกพบ

“เรื่องร้อนใจของข้า คงเป็นเรื่องเดียวกับที่ใจท่านเป็นกังวลเช่นกัน” ราวกับว่ารับรู้ในความหมายของสิ่งที่ต้องการ

สื่อสารกันเป็นอย่างดี และนั่นทำให้บนดวงพักตร์งดงามไม่อาจแสร้งยิ้มได้แม้แต่น้อย

“หากเดาไม่ผิด ทรงหมายถึงองค์ชายแจจุง”

“อืม...เรื่องของแจจุงนั่นแหละ”

หลังจากนามของหงส์งามหลุดออกมาจากปาก ดูเหมือนว่าบังเกิดความเงียบเข้าครอบงำทั้งสองอีกชั่วขณะหนึ่ง

เลยทีเดียว คิมจุนซูอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้เช่นเดียวกับหมอหลวงที่อยากหลั่งน้ำตาไปพร้อมกับนายเหนือหัว

โดยไม่อาย

“ข้าอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเราสองได้หรือไม่?”

“กระหม่อมก็อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ถ้าองค์ชายรองรับสั่งถามขึ้นมา...”

“ไม่หรอก แจจุงไม่มีวันรับรู้เรื่องนี้หากเราไม่เอ่ยถึง” ดวงเนตรคู่งามจ้องมองแน่วแน่ไปยังสายตาที่แฝงไว้ด้วย

ความฉลาดหลักแหลมของท่านหมอ พร้อมเว้าวอนอีกฝ่ายราวกับขณะนี้พวกเขาไม่มียศศักดิ์มาขวางกั้น “ลำพัง

อาการบาดเจ็บของชองยุนโฮก็หนักหนามากพอแล้ว หากแจจุงรับรู้ว่าได้สูญเสีย ฮึก!”

ท้ายที่สุดเสียงสะอื้นก็แล่นขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอทันทีที่เอ่ยปากถึงความสูญเสียอันเป็นความลับสุดยอดนั้น องค์

ชายน้อยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอีกระรอกใหญ่เลยทีเดียวจึงสามารถกลับมาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงอีก

ครั้ง

“การสูญเสียพระโอรสจะทำให้แจจุงตั้งรับไม่ไหวจนทรุดหนักยิ่งกว่ารัชทายาทยุนโฮ ดังนั้นท่านให้สัญญาว่าจะ

เก็บเรื่องนี้เป็นความลับกับตัวตลอดไปได้หรือไม่?”

 

ถูกต้อง

ฟังไม่ผิดหรอก

 

เนื่องจากสุขภาพร่างกายที่แสนอ่อนแอผนวกกับสภาพจิตใจย่ำแย่ถึงขีดสุด จึงส่งผลให้พระโอรสหรืออาจเป็นพระ

ธิดาองค์แรกของมังกรหนุ่มและหงส์งาม ถูกสวรรค์เบื้องบนมารับคืนไปชั่วนิรันดร

 

ใบไม้แดงบางใบปลิดขั้วร่วงหล่นลงมาก่อนเวลาอันสมควร

ไม่ต่างจากการสูญเสียที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

 

ในยามที่คิมจุนซูเห็นก้อนเลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนพระแท่นบรรทมขณะหงส์งามสลบไสลไม่ได้สตินั้น  หัวใจ

ของเขาเจ็บปวดราวถูกมีดกระหน่ำแทงเป็นร้อยครั้งพันครั้ง ขาทั้งสองข้างไม่อาจยืนหยัดมั่นคงจนล้มลงไปกองกับ

พื้น แน่นอนว่าขนาดเขามีศักดิ์เป็นน้ายังร้องไห้หนักเจียนตายถึงเพียงนี้ หากหงส์งามหรือมังกรหนุ่มได้รับรู้ความ

จริงถึงการสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้เข้า หัวใจที่แหลกสลายคงไม่มีวันหลอมรวมกลับมาได้อีก

 

คิมจุนซูไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

ต้องไม่เป็นเช่นนั้น!

 

“ข้าไม่ปรารถนาให้แจจุงใช้ชีวิตติดอยู่ในความเจ็บปวดนี้ตลอดกาล ท่านหมอช่วยข้าได้หรือไม่?”

“หากเป็นประสงค์ขององค์ชายน้อย กระหม่อมก็ไม่ขัด” ใบหน้าที่เจือไว้ด้วยความหมองเศร้าของหมอหลวงก็

สามารถยืนยันได้ดีเช่นกัน ว่าไม่ต้องการให้บรรดานายเหนือหัวทุกพระองค์รับรู้ความโศกเศร้านี้ด้วย

“แม้แต่ฝ่าบาทก็ห้ามปริปากบอก สัญญาได้หรือไม่?”

“กระหม่อมเอาชีวิตเป็นประกันพะย่ะค่ะ!”

“ดี...” อีกครั้งที่คิมจุนซูสามารถยกยิ้มอันอ่อนล้าขึ้นมาได้บ้าง

นานเนิ่นนานที่เขาเอาแต่ทอดมองไปบนท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตาราวกับคนไร้ชีวิตจิตใจ อีกนานแค่ไหนกันเชียว

เขาจึงสามารถชื่นชมความงามของธรรมชาติหรือส่งเสียงหัวเราะให้แก่ต้นไม้ใบหญ้าอย่างสดใสไม่ต่างจากในอดีต

เวลานี้เขามีเพียงความสงสารเห็นใจคนที่กลายมาเป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ผู้แสนดีมากเหลือเกิน เหตุใดการมีชีวิตอยู่ถึง

น่าเศร้ามากมายขนาดนี้

 

คิมแจจุงช่างน่าสงสาร

 

คิมแจจุงที่ในยามตั้งครรภ์อ่อนๆ ก็ไม่อาจรับรู้ให้ดีใจอย่างสุดแสน เป็นคนเดียวกับที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตนสูญเสีย

ของล้ำค่านั้นไปแล้วตลอดกาล

“ข้าจะเก็บความลับนี้ไว้จนวันตายเช่นกัน”

หากเป็นเช่นนั้นก็ขอให้คิมจุนซูได้ร่วมแบ่งเบาและแบกรับความทุกข์ตรมที่พระมารดาเป็นผู้ร่วมก่อขึ้นมาบ้างเถิด

 

นับจากนี้เจ้าต้องมีความสุข

ต้องพบความสุขแท้จริงเสียที

 

“แจจุง...ได้โปรดอย่าร้องไห้อีกเลย...”

 

Amour

 

ถัดลงไปทางทิศใต้สุดของชอลลายังแคว้นที่มีนามว่าซออุล ซึ่งบัดนี้กำลังปรากฏความงดงามของฤดูใบไม้เปลี่ยน

สีในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ความงดงามและการเฉลิมฉลองต่อชัยชนะอันยิ่งใหญ่กลับมีอันต้องยุติลงภายใน

เวลารวดเร็ว เมื่อข่าวการบาดเจ็บสาหัสขององค์รัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของบัลลังก์มังกรเดินทางมาถึง ส่งผล

ให้ราษฏรแห่งแคว้นที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวบังเกิดความโศกเศร้าโดยถ้วนหน้า

หากเดินไปตามตลาดก็ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ แต่กลับได้ยินเสียงสวดมนต์ภาวนาขอความ

เมตตาจากสรวงสวรรค์เสียแทน ไม่ต่างจากขวัญกำลังใจของชาววังทุกระดับชั้นที่ตกอยู่ในความกังวลจนไร้ชีวิต

ชีวาราวกับนี่คือช่วงกลางเหมันต์อันหนาวเหน็บก็ไม่ปาน

พระเจ้ายุนจงมีกระแสรับสั่งให้มีการติดตามพระอาการของโอรสสุดรัก พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังหา

กชอลลาขาดเหลือในสิ่งใดก็ตาม เพราะแม้ในพระทัยมีความคะนึงหารัชทายาทของพระองค์และปรารถนาให้กลับ

มาพักรักษาตัวในวังหลวงซออุลมากเพียงใด ทว่าด้วยพระอาการที่ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่ามังกรหนุ่มยังเผชิญกับ

บาดแผลฉกรรจ์มากเกินไป หากมีการเคลื่อนย้ายเดินทางระยะไกลก็อาจไม่เป็นผลดีต่อการรักษาให้หายขาด ดัง

นั้นจึงทรงเฝ้ารออยู่ ณ พระราชวังอันรโหฐานอย่างพระทัยเย็น พร้อมปลอบประโลมพระมเหสีซูฮวาที่เป็นกังวล

และห่วงหาพระโอรสจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ก่อนประชวรลงไปตามๆ กันอีกราย

ในความสุขสงบของผืนแผ่นดินทองที่ปราศจากไฟสงคราม ความริษยาและกรงเล็บศัตรูจึงยังเต็มเปี่ยมไปด้วย

ความทุกข์ตรมเป็นหนักหนา

 

ช่างขัดแย้งกันเสียเหลือเกิน

 

ถัดไป ณ บริเวณที่พำนักของแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญซึ่งไร้เงาองค์ชายจูอาอินที่เสด็จไปอันซางตั้งหลายวัน

มาแล้วนั้น ยังมีปาร์กยูฮวานและโพอึนเจใช้ชีวิตอยู่พร้อมใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับมังกร

หนุ่มรวมถึงพี่ชายสุดรักของตน คนที่เพิ่งเดินทางมาพบความสุขสุดแสนจากการถูกชายในดวงใจสารภาพรักก็มี

อันต้องพานพบความเศร้าเสียใจอย่างหาสิ่งใดประมาณไม่ได้

ในใจปรากฏเพียงความปวดร้าวจากอาการบาดเจ็บของพี่ชายที่ได้ยินมาว่าหนักหนาสาหัส จนทำให้ท่านพ่อท่าน

แม่ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับพาลจะล้มป่วยลงไปอีกคน ยิ่งไปกว่านั้นคือในขณะพี่ชายของตนกำลังบาดเจ็บก็ยัง

มีมังกรหนุ่มแห่งซออุลที่พระอาการหนักหนาเสียยิ่งกว่าใคร เรียกได้ว่าคาบเกี่ยวอยู่กับความเป็นความตายเลยที

เดียว

เป็นเช่นนี้หงส์งามของเขาต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสมากเพียงใด อีกทั้งไม่ได้มีเขาอยู่เคียงข้างเพื่อปลอบ

ประโลมใจดังเช่นวันวาน เมื่อนึกไปไกลถึงเพียงนี้แล้วปาร์กยูฮวานก็เฝ้าแต่โทษตัวเองว่าเห็นแก่ตัว ไม่น่าทิ้งนาย

เหนือหัวแม้แต่เพียงครึ่งก้าว

 

ไม่ควรเลยจริงๆ

 

“อึก!” ฟุ้งซ่านคนเดียวจนสุดท้ายก็เกิดความเครียดกัดกินห้วงความคิดอย่างหนักจนอาเจียนเอาอาหารในกระเพาะ

ออกมาอย่างน่าสงสาร

“เจ้าไม่สบายหรือ?” น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมสัมผัสอ่อนโยนจากมือแกร่งที่ช่วยลูบแผ่นหลังบอบบางของคนที่

ตั้งหน้าตั้งตาอาเจียนอย่างหนัก ชิมชางมินรับรู้เป็นอย่างดีว่าความเครียดซึ่งเล่นงานคนตัวเล็กอยู่นี้เกิดจากสิ่งใด

เขาเองทั้งเห็นใจและพลอยเป็นทุกข์ไปด้วยเนื่องจากมังกรหนุ่มก็เป็นนายเหนือหัวที่เขาทุ่มเทชีวิตปกป้องไม่ต่าง

กัน

“ข้าอยากหายตัวไปชอลลาตอนนี้เลย” เจ้าของน้ำเสียงเศร้าบาดจิตที่หยุดอาเจียนแล้วได้แต่พร่ำบอกกับบุรุษอัน

เป็นที่รักพร้อมทั้งโพอึนเจที่อยู่ไม่ห่างกัน น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย “เจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่อึนเจ?”

“อื้อ...องค์ชายแจจุงเป็นดั่งชีวิตของข้า หากพระองค์เป็นทุกข์เช่นนี้ข้าก็ไม่สามารถข่มตานอนได้หรอก” เหนือสิ่ง

อื่นใดคือยูฮวานน้อยที่เอาแต่ทำหน้าหมองเศร้าจนใจคนมองไม่สงบเอาเสียเลย

“ท่านอนุญาตให้เรากลับชอลลาได้หรือไม่?” เมื่อมีพรรคพวกที่ไม่คัดค้านจึงทำให้ร่างบางกล้าเอ่ยปากขออนุญาต

ต่อชิมชางมินออกมาตรงๆ ด้วยรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ชิมชางมินคงไม่อยากผละห่างวังหลวงไปทางใด พวก

เขาเพิ่งมีโอกาสพบหน้ากันไม่กี่วันแท้ๆ ความสุขช่างแสนสั้น ทว่าความจงรักภักดีไม่อาจมีสิ่งใดอยู่เหนือกว่าอีก

แล้ว

“ไปสิ” แม่ทัพใหญ่แห่งซออุลไม่แสดงออกถึงความเกรี้ยวโกรธ ตรงกันข้ามกลับไม่ขัดขวางความต้องการของ

สองสหายจากชอลลานี้เลย “เราสามคนจะออกเดินทางไปชอลลาให้เร็วที่สุด”

 

เราสามคน?

 

“ท่านหมายความว่า....”

“ข้าจะร่วมเดินทางและคุ้มครองพวกเจ้าตลอดการเดินทางเอง”

“ตะ...แต่สถานการณ์ทางนี้...”

“ซออุลสงบ ความจริงต้องบอกว่าทั้งแผ่นดินนี้บังเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริงแล้ว อีกทั้งฝ่าบาททรงปรารถนา

ให้ข้าเป็นคนอารักขาองค์รัชทายาทกลับมารักษาตัวยังซออุล หากว่า...หากพระองค์ทรงฟื้นคืนในเร็ววัน”

เพียงอ่านรายงานทางกระดาษแผ่นเดียวไม่สามารถอธิบายพระอาการได้เห็นภาพมากไปกว่าเดินทางเข้าเฝ้าด้วย

ตนเอง เนื่องด้วยพระราชาทรงเป็นกังวลมากยิ่งกว่ายามพระองค์เองประชวร เพราะรัชทายาทเปรียบเสมือนเสา

หลักค้ำจุนบัลลังก์นี้ต่อไป ดังนั้นพระองค์ไม่อาจนิ่งนอนพระทัยต่อการรอฟังข่าวจากชอลลาเพียงฝ่ายเดียวนั่นเอง

“ถึงเจ้าไม่ชักชวน ข้าก็ได้รับพระบัญชาให้เดินทางไปชอลลาอยู่แล้ว”

“ขอบคุณ...ขอบคุณท่านมากจริงๆ” แม้เป็นสถานการณ์ที่อีกฝ่ายต้องร่วมเดินทางตามหน้าที่อยู่แล้ว หากแต่ปาร์ก

ยูฮวานก็รู้สึกอยากเอ่ยคำขอบคุณต่อบุรุษตรงหน้ามากเหลือเกิน

“ให้ข้าได้ทำเพื่อเจ้าบ้างเถิด” ในอีกความหมายคืออย่าได้เอ่ยคำขอบคุณออกมาง่ายๆ เพราะชิมชางมินได้รับสิ่งมี

ค่าจากยูฮวานมากกว่าที่เขาปฏิบัติให้เสียอีก

“เพียงมีท่านอยู่เคียงกาย ข้าก็รู้สึกขอบคุณมากเกินพอแล้วล่ะ”

 

นับจากวันนี้...

สองมือพันเกี่ยวไว้ไม่แยกจากกัน

 

Amour

 

หากนั่งมองจากตรงนี้จะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีแต่ยังไม่ถึงเวลาปลิดขั้วร่วงหล่นลงจากต้นได้อย่างชัดเจน สายลม

หอมๆ ที่พัดพาเอากลิ่นดอกไม้ป่าลอยลิ่วผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาให้สูดกลิ่นสดชื่นได้เป็นระยะ หมู่มวลภมรบิน

ล่องหยอกเย้ากลีบดอกไม้อย่างสดใสเริงร่าไม่ต่างจากฝูงนกน้อยที่ส่งเสียงร้องคล้ายกำลังสอดประสาน

ท่วงทำนองเป็นเพลงเสนาะหูไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าบริเวณนี้เป็นทำเลสำหรับการชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามจุด

หนึ่งของชอลลาเลยทีเดียว หากใครมีโอกาสเข้ามานั่งยลสักครั้งคงนึกอิจฉาไม่น้อยว่าเหตุใดทิวทัศน์นอก

หน้าต่างห้องนอนของตนจึงไม่งดงามเช่นนี้บ้าง

 

ช่างน่าเสียดาย

 

เพราะแม้นได้ครอบครองสถานที่อันมีทำเลดีมากเพียงใด หากแต่ถ้าเจ้าของห้องไม่ยอมลืมตาขึ้นมาชื่นชมแล้วนั้น

ความงามทั้งปวงคงหมดความหมายและแน่นอนว่าพลอยทำให้คนที่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงพลอยหมดความ

รื่นรมย์ตามไปด้วย

ในลูกแก้วสีน้ำผึ้งไม่อาจมองเห็นสิ่งใดนอกจากความหวังอันมืดหม่นและดวงพักตร์ที่นับวันมีแต่จะซีดเซียวลงไป

ของคนที่เอาแต่นอนนิ่งไม่ไหวกายมาเป็นเวลานานเกินทน การได้ใช้เวลานั่งจดจ่ออยู่กับการฟื้นคืนของใครบาง

คนด้วยหัวใจเปี่ยมความเจ็บปวดสุดแสนนี้ ช่างทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณทรมานราวกับตกขุมนรกก็ไม่ปาน

คิมจุนซูเข้าใจความรู้สึกของหงส์งามแล้วว่าเหตุใดการเฝ้ารอชองยุนโฮอย่างเงียบๆ เช่นนี้ จึงไม่มีความอยากแตะ

อาหารหรือข่มตาหลับให้ร่างกายแข็งแรงเอาเสียเลย เพราะวันทั้งวันต้องเผชิญกับการเฝ้ารอที่หดหู่พร้อมหลอก

ตัวเองว่ายังมีความหวังงดงามรออยู่เสมอ สวรรค์เบื้องบนคงไม่ใจร้ายใจดำจนเกินไปบ้าง หรือปาฏิหาริย์ต้อง

บังเกิดสำหรับคนที่อุทิศทั้งชีวิตปกป้องแผ่นดินนี้ไว้บ้าง

 

ล้วนเกิดจากความเพ้อฝันทั้งสิ้น

 

“กลายเป็นคนขี้เซาไปแล้วหรือ?” องค์ชายน้อยที่บังคับขู่เข็ญให้หงส์งามพักผ่อนเอาแรงให้มาก ก่อนตัวเองจะ

อาสาเฝ้าดูอาการของมังกรหนุ่มอย่างใกล้ชิด ได้เอ่ยกับเจ้าของร่างแน่นิ่งนั้นอย่างแสนอ่อนล้า

จำได้ว่าพระเชษฐาที่เขาทั้งรักและเทิดทูนในวันวาน ไม่ได้เป็นคนเอาแต่นอนหลับไม่ทำงานทำการอะไรเลยแบบ

นี้ หากแต่พระองค์มักลืมตาตื่นในยามทุกชีวิตนอนหลับฝันหวานเพื่อระวังภัยให้อย่างแข็งขัน และเข้าบรรทมก็ต่อ

เมื่อแน่พระทัยแล้วว่าไม่มีอันตรายใดมาแผ้วพานคนรักอย่างแท้จริง

“ข้าไม่รู้จักท่านสักนิด” นับตั้งแต่วันที่มีราชโองการขับไล่ออกมาจากซออุล จวบจนถึงเวลานี้ที่ชองยุนโฮไม่ยอม

ติดตามปาร์กยูชอนกลับมาสู่อ้อมอกคนรอ เขาจึงห่างไกลจากความเป็นมังกรหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยรู้จักราวกับเป็น

คนละคนเลยทีเดียว “ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่านตั้งมากมาย”

โดยไม่รู้ตัวก็เผลอเอื้อมไปจับประคองพระหัตถ์เย็นชืดของอีกฝ่ายขึ้นมาประคองไว้ด้วยสองมือน้อยๆ ทั้งที่ตั้งใจไว้

แล้วว่าไม่มีวันแตะต้องหรือเข้าใกล้อดีตพระเชษฐาจนเกินความพอดีอีก ทว่าด้วยหัวใจร่ำร้องอยากได้รับความ

อบอุ่นจากพี่ชายสุดรักอีกครั้ง จึงทำให้องค์ชายน้อยปล่อยความปรารถนาแล่นเข้าครอบงำโดยไม่คิดสลัดหลุดอีก

ต่อไป

 

ปล่อยหยาดน้ำตาหยดลงบนพระหัตถ์นั้นโดยไม่นึกอาย

 

ด้วยเกิดรับรู้ถึงคำอธิฐานหรืออาจเพราะกำลังได้ยินเสียงร้องไห้ของคนตัวเล็กแล้วจริงๆ ถึงส่งผลให้นิ้วเรียวยาวที่

ไม่ขยับไหวเป็นเวลานาน เกิดอาการกระตุกรับสัมผัสจากคิมจุนซูอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ จึงทำให้คนตัว

เล็กรีบปาดน้ำตาทิ้งพร้อมตั้งสติจดจ้องอยู่กับฝ่ามือนั้นอย่างตื่นตะลึง มีความหวังสดใสขึ้นมาจนแทบจะกรีดร้อง

อยู่ตรงนั้น

“ทะ...ท่าน!”

 

กระตุกอีกแล้ว!

 

มังกรหนุ่มกำลังขยับนิ้วและมีอาการกระตุกเกิดขึ้นกับร่างกายอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าคิมจุนซูไม่รอช้ารีบมีรับสั่ง

ตามหมอหลวงพร้อมส่งคนไปกราบทูลเรื่องนี้ต่อหงส์งามที่กำลังรอคอยอย่างทุกข์ตรมนั่นเอง หากนี่ไม่ใช่เป็น

เพียงความฝันก็ขอให้เป็นความจริงที่จบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะด้วยเถิด

“เจ้าพี่! ได้ยินข้าหรือไม่?” สุรเสียงหวานใสตะโกนเรียกคนที่เอาแต่นอนหมดสติให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง

อย่างต่อเนื่อง ในหัวใจกำลังพองโตและเต้นแรงจนทำให้ในโสตประสาทอื้ออึงไปหมด ก่อนความรู้สึกวิเศษทุก

อย่างระเบิดออกมาเป็นบ่อน้ำตาระรอกใหญ่ เมื่อเจ้าของเปลือกตาอ่อนล้านั้นลืมดวงเนตรขึ้นมองโลกใบนี้แล้ว

จริงๆ

 

ไม่ได้ฝัน...

เขาไม่ได้ฝันไปแน่ๆ

 

“ท่านมองเห็นข้าหรือไม่?”

มังกรหนุ่มที่ลืมดวงเนตรขึ้นอีกครั้งกลับไม่ได้เหลือบแลสายตามาทางต้นเสียงซึ่งร้องเรียกอย่างตื่นเต้นจนแทบบ้า

เอาเสียเลย เขายังคงมีอาการเหม่อมองราวสติยังไม่ฟื้นกลับมาอย่างเต็มที่ทว่าก็มีปฏิกิริยาบางอย่างบ่งบอกเช่น

กันว่าเขาได้ยินเสียงเรียกที่ดังข้างหู เหมือนจดจำได้ด้วยว่าน้ำเสียงนี้เป็นของใครนั่นเอง

“เจ้าพี่!”

เขาไม่มีการตอบสนองใดกลับมาอีกเลย นอกจากเหม่อลอยและแน่นิ่งไม่ขยับกายก่อนที่เปลือกตานั้นค่อยๆ พับ

ปิดลงไปอีก ราวกับเป็นการตัดขาดความหวังของคนที่ดีใจไปแล้วอย่างใจร้ายเหลือเกิน

“เหตุใดเขาจึงหลับไปอีกเล่าท่านหมอ?” องค์ชายน้อยรับสั่งถามหมอหลวงอย่างร้อนพระทัย ก่อนพระวรกาย

บอบบางจะถูกเชิญให้ผละห่างจากร่างไร้ปฏิกิริยาแล้วหมอหลวงจึงเข้ามาดูพระอาการแทนที่อย่างรวดเร็ว

“เกิดจากความอ่อนล้าจึงทำให้หมดสติไปอีกครั้ง แต่อีกไม่นานคงฟื้นคืนพระสติเป็นแน่ ขอทรงอย่ากังวลเลยพะ

ย่ะค่ะ” หมอหลวงทำการตรวจพระอาการอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงสามารถให้คำตอบพร้อมรอยยิ้มแสดงออกถึง

ความเบาใจ

“แล้วๆๆ เราต้องทำอย่างไรบ้างเล่า?” ความหวังที่ถูกปิดกั้นได้หวนคืนมาจนคิมจุนซูปรับอารมณ์ไม่ถูก ทำให้เกือบ

พูดไม่เป็นภาษาเลยทีเดียว

“รอพะย่ะค่ะ”

คำตอบชัดเจนที่สุดคือรอคอยอย่างมีความหวัง และท่านหมอเองก็คงไม่สามารถให้คำตอบใดมากกว่านี้อีกแล้ว

เนื่องจากจะช้าหรือเร็วมังกรหนุ่มที่สามารถพาตัวเองรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชต้องหวนกลับมาพร้อมโอบกอดแผ่น

ดินนี้ไว้ด้วยสองพระหัตถ์แกร่งอีกครั้ง

 

ไม่มีผู้ใดเหมาะสมคู่ควรไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

Amour

 

ฝูงนกน้อยที่แกะอยู่ตามแนวทางเดินของพระตำหนักชอลอย่างรื่นเริงและปลอดภัย กลับมีอันต้องโผบินออกห่าง

จากทางนั้นทันทีที่ปรากฏฝีเท้าเร่งร้อนของเจ้าแห่งตำหนักซึ่งห่างหายจากการวิ่งเล่นซุกซนกับยูฮวานน้อยไป

นานแสนนาน หากครานี้หาเป็นเพียงการวิ่งเพื่อหาเรื่องสนุกเท่านั้น เนื่องจากหงส์งามที่เจริญชันษาแล้วพานพบ

กับรักแท้พร้อมความเจ็บปวดอย่างสุดแสนกำลังดำเนินผ่านด้วยหัวใจปิติยินดีจนแทบบ้านั่นเอง

ยามมีคนกราบทูลให้ทราบว่ามังกรหนุ่มขยับตัวขึ้นมานั้น คล้ายกับห้วงชีวิตที่กำลังตกอยู่ในความหมองหม่น

บังเกิดแสงสว่างอุ่นซ่านสาดส่องเข้ามาจนตั้งรับไม่ไหว คิมแจจุงไม่รอช้าพาตัวเองหนีจากอาการป่วยไข้พร้อมตั้ง

หน้าตั้งตาออกวิ่งหมายได้เป็นคนแรกที่เขาเห็นหน้า

 

หากไม่ฝันเฟื่องจนเกินไป

 

ไม่มีความจริงใดสามารถฉุดรั้งให้หงส์งามหยุดหวังอีกต่อไป เมื่อบัดนี้สองข้ายังก้าวต่อไม่หยุดยั้งช่างทำงาน

พร้อมสมองที่กำลังจินตนาการไปแล้วว่าหากมีโอกาสได้พบสบดวงเนตรกันอีกครา เขาจะใช้ช่วงเวลาอันมีค่า

เหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวมากมายเรื่องไหนก่อนดี หรือคำทักทายแรกที่เอ่ยต่อกันควรเป็นคำหวานหูประมาณไหน

 

หัวใจพองโตจนแทบระเบิด

 

ประจวบกับหนทางที่คล้ายไกลแสนไกลขึ้นกว่าเดิมได้สิ้นสุดลง สองเท้าก้าวผ่านบานประตูเข้าไปยังห้องบรรทม

ซึ่งยังอวลด้วยกลิ่นยาฉุนจมูกโดยไม่หยุดพัก ในสายพระเนตรปรากฏภาพของคิมจุนซูนั่งอยู่ข้างพระแท่นบรรทม

อีกฝั่งหนึ่งด้วยใบหน้าเหมือนยินดีแต่ก็ไม่ยินดี สามารถทำให้ช่วงขาเรียวทั้งสองลดระดับความเร็วจนเกือบหยุดนิ่ง

อย่างทรงอานุภาพ

 

‘ฟื้นแล้วหรือยุนโฮ?’

 

ประโยคแรกที่ตั้งใจเอ่ยทักออกมานั้นถูกกลืนหายลงไปพร้อมถูกความเงียบเข้าแทนที่ หากแต่สองเท้ายังไม่หยุด

เดินต่อไปเรื่อยๆ ราวกับคนที่จากเดิมมีเรี่ยวแรงมากมายแต่กลับไร้พลังเอาเสียดื้อๆ เจ้าของพระวรกายบอบบาง

ประทับนิ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของพระแท่นบรรทม พร้อมจ้องมองดวงพักตร์ของเจ้าหัวใจอย่างไม่เชื่อสายตาจนต้อง

เปลี่ยนไปมองสบดวงเนตรกับองค์ชายน้อยเพื่อหาคำยืนยันในภาพที่เห็นนี้

“จุนซู...”

“เขานอนหลับเพราะความเพลียน่ะ” องค์ชายน้อยตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม แม้เพียงเบาบางทว่าทำให้คนมอง

ใจชื้นได้อย่างประหลาด

“หมายความว่าเขาตื่นขึ้นมา ก่อนจะหลับไปหรือ?” อย่างน้อยแสงสว่างก็ไม่ได้เลือนหายไปหมด แต่ยังมีลอดส่อง

เข้ามาให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะในคำพูดของคิมจุนซูแฝงความหมายชัดเจนว่ามังกรเคยตื่นจากนิทรา

ช่วงเวลาหนึ่งจริงๆ

“ถูกต้อง เขาตื่นแต่ไม่พูดหรือมองหน้าใครเลย ก่อนผล็อยหลับลงไปแบบนี้เอง”

“ถ้าเช่นนั้น...ก็วางใจได้แล้วสินะ”

“อื้อ” รอยยิ้มที่สว่างใสมากกว่าตอนแรก คงสามารถยืนยันได้ดีว่าทุกคำบอกกล่าวไร้คำลวงปะปน “หมอหลวงก็

ยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงด้วยล่ะ”

หงส์งามไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก ขณะปล่อยร่างกายนั่งลงเคียงข้างมังกรหนุ่มขี้เซาอย่างเบาใจ ทว่าไม่คลายกังวล

คงต้องรอให้อีกฝ่ายลืมตาตื่นอีกคราแล้วเปิดปากสนทนาต่อกันจริงๆ ถึงสามารถทำใจสงบได้มากกว่านี้

เกิดความเงียบงันระหว่างสามชีวิตในห้องแห่งนั้นเป็นเวลานานเนิ่นนานเกินกว่าคำนวณได้ หนึ่งชีวิตยังนอนนิ่งไม่

ไหวติง สองกำลังครุ่นคิดราวกับมีเรื่องให้ตัดสินใจและสามกำลังหายใจเพื่อเฝ้ารอการฟื้นคืน

 

หดหู่จนบอกไม่ถูก

 

“แจจุง...” สุดท้ายองค์ชายน้อยก็เป็นฝ่ายตรัสออกมาก่อนด้วยสุรเสียงไม่มั่นคงเหมือนบุคลิกที่มักสดใสร่าเริงเอา

เสียเลย “อย่าห่างจากเขาไปไหนและอยู่เคียงข้างจนเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งนะ”

“ต่อให้เจ้าไม่เอ่ยปาก ข้าก็ไม่มีวันผละห่างไปไหนอีกแล้ว” หงส์งามแห่งชอลลารับคำสั่งอย่างเต็มใจและแปลกที่

ต่อให้อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเศร้าหมองยามเอ่ยคำนั้นออกมา เขากลับสามารถมีรอยยิ้มที่กว้างขึ้นอีกเป็นเท่าตัวได้

อย่างตรงกันข้าม “เจ้าห่วงเขามากหรือ?”

สายใยเบาบางที่เชื่อมระหว่างสายเลือดเอาไว้นั้น ต่อให้มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้หรือบอบบางมากเพียงใด  ทว่า

เหนียวแน่นจนไม่สามารถใช้อาวุธคมกล้าใดในแผ่นดินตัดขาดจากกันชั่วนิรันดร คิมแจจุงมองเห็นและรับรู้ในสิ่งที่

กำลังวนเวียนอยู่ในความคิดของอดีตองค์ชายน้อยแห่งซออุลได้เป็นอย่างดี

ในยามหัวใจของเขาใกล้แหลกสลายเพราะห่วงแสนห่วงบุรุษอันเป็นที่รักนั้น ทางด้านคิมจุนซูคงกำลังใกล้ขาดใจ

ตายเนื่องจากไม่สามารถยอมรับการบาดเจ็บของอดีตพระเชษฐาได้เช่นกัน

“ปะ...เปล่าเสียหน่อย หากเขาไม่ฟื้นเจ้าต้องล้มป่วยลงไปอีก ขะ...ข้าห่วงเจ้าต่างหากเล่า!”

“อ๋อ...เป็นเช่นนี้เอง”

“จะ...เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ?”

“เชื่อสิ เจ้าห่วงแต่ข้าคนเดียวจริงๆ ถึงกับนั่งเฝ้าเขาแทนข้าไม่ห่างเลย”

“งื้อ...ข้าไม่คุยด้วยแล้ว!” คนตัวเล็กที่กำลังหน้าแดงเรื่อเพราะความขัดเขิน ต้องรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมเฉไฉ

หาทางหลีกหนีจากสถานการณ์บ้าบอเหล่านี้ “ป่านนี้ยูชอนกินข้าวกินยาหรือยังไม่รู้ ข้ากลับก่อนดีกว่า” ว่าแล้วก็

ยกเอาแม่ทัพหนุ่มแห่งชอลลาที่อาการดีวันดีคืนเพราะได้ยาดีทั้งกายและใจขึ้นมาอ้าง ก่อนวิ่งดุกดิกพาตัวเองออก

ไปจากห้องบรรทมนั้นโดยไม่รีรอให้คิมแจจุงล้อเลียนได้อีก

 

เขาหรือห่วงชองยุนโฮ?

ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย

 

“น้องชายของท่านช่างน่ารักเสียจริง” หงส์งามหันมาส่งเสียงหัวเราะกับชองยุนโฮทันทีที่คนปากแข็งหายลับไป

จากสายตา

 

ความเงียบคือคำตอบหนึ่งเดียวที่สะท้อนกลับมา

 

“รีบตื่นมามองหน้าข้า และปรับความเข้าใจกับน้องชายตัวน้อยๆ คนนี้เถิด” เสียงหัวเราะและรอยยิ้มถูกพับเก็บไว้

ยังส่วนลึกของหัวใจ เมื่อมังกรหนุ่มยังแน่นิ่งไม่แตกต่างไปจากวันแรกที่สงครามยุติแม้แต่น้อย

หากนั่งมองจากตรงนี้ชองยุนโฮก็เหมือนเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจดั่งคราแรกที่มีโอกาสพบสบดวงพักตร์เมื่อนานแสน

นานมาแล้ว มังกรหนุ่มที่มีแต่ความใจร้าย ใจดำซ้ำยังชอบแกล้งให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจอยู่เสมอ ยังคงปรากฏอยู่ตรง

หน้านี้ แม้ใบหน้าของเขาซีดเผือดทั้งยังมีบาดแผลปรากฏให้เห็นเสียทั่วร่าง แต่เขากลับสง่างามน่าเกรงขามโดย

ไม่มีราคีใดสามารถแปดเปื้อนหรือลดเลือนคุณค่าลงได้เลย

สิ่งที่แตกต่างไปจากสายตาคงมีเพียงประการเดียวเท่านั้น

 

ชองยุนโฮกลายเป็นคนที่เขารักสุดหัวใจ

คือเรื่องเดียวซึ่งแปรเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ได้พบกัน

  

Amour

 

ต้องให้ข้าหลับฝันอีกกี่ตื่น

ให้ฟืนมอดไหม้อีกกี่ท่อน

อย่างไรให้ความเข้มแข็งไม่สั่นคลอน

อีกกี่พรกี่อธิฐานจึงหวนคืน

 

Amour

 

Amour XLI…coming soon^^

TALK : ซู้ดดดดดดดดด! (เสียงจิบน้ำใบบัวบก)

: หอบผ้าหอบผ่อนหนีคนระเบิดจากคนอ่าน

 

รักนะคะตัวเธอ

จนกว่าจะพบกันใหม่

เปิดจองเล่มจบ คลิ๊ก http://yunjaekick.exteen.com/20141212/amour-3-4
 

Comment

Comment:

Tweet