[Fic] Amour : Amour XL (40)

posted on 18 Jan 2015 17:47 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

 

 

Amour XL

 

 

อากาศของชอลลาในช่วงเวลานี้ช่างดีนัก เมื่อเข้าสู่รอยต่อของการเปลี่ยนเวียนฤดูใหม่หมู่มวลพฤกษาและก้อน

เมฆบนท้องฟ้ามักมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่งเสมอ เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปจะพบกับความกระจ่างใสของสี

ฟ้าและขาวลอยสลับไปมาหยอกล้อดวงอาทิตย์ที่แผดแสงกล้า เป็นช่วงไร้ความครึ้มและหมองหม่นของท้องฟ้า

หากมองต่ำลงมายังอาณาบริเวณรอบกายก็จะพบว่าใบไม้กำลังเปลี่ยนจากสีเขียวหรือสีอื่นใดมาเป็นสีแดงบ้าง สี

เหลืองสดบ้างอย่างน่ามอง

 

ฤดูใบไม้ร่วงกำลังมาเยือน

 

นับเป็นช่วงเวลาที่อากาศและธรรมชาติของทุกแคว้นในบริเวณใกล้เคียงมีความงดงามและสดชื่นแจ่มใสมากที่สุด

พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าฝนจะตกฟ้าถล่มระหว่างเดินทางไกล ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องทนแบกรับสภาพอากาศที่ร้อน

อบอ้าวหรือหนาวเยือกมากจนเกินไปด้วย เรียกได้ว่าทุกสิ่งอย่างกำลังดำเนินอยู่ในความพอเหมาะพอดีเหลือเกิน

เจ้าของดวงพักตร์งามเลิศล้ำเปิดดวงเนตรขึ้นมองโลกอันงดงามนี้อีกครั้ง หลังถูกเสียงฝีเท้า เสียงสนทนาและ

กลิ่นน้ำแกงอันหอมหวนรบกวนการพักผ่อนไปชั่วขณะหนึ่ง แพขนตาดำขลับพยายามกระพริบถี่เพื่อไล่ความพร่า

มัวของดวงตาและห้วงสติ จะได้มองเห็นใบหน้าของผู้ที่กำลังนั่งเคียงข้างชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทบทวนความเป็นไป

ของเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยว่าตนมาอยู่ในห้องบรรทมอันโอ่โถงนี้ได้อย่างไร

 

อืม...

ช่วงนี้เขาวูบบ่อยเกินไปแล้วจริงๆ

 

ฟึบ!

 

พระวรกายอ่อนแรงถลึงกายลุกพรวดขึ้นจากพระแท่นบรรทมราวกับโดนไฟร้อนแผดเผา เมื่อในห้วงความนึกคิด

ปรากฏภาพใบหน้าซีดเผือดและร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของชองยุนโฮอย่างชัดเจน จึงส่งผลให้หัวใจที่เป็น

กังวลไม่คลายความห่วงหาไปจากคนบาดเจ็บแม้ตัวเองก็แทบแย่ไม่ต่างกัน

“อย่าเพิ่งลุกไปไหนเลย” ยังไม่ทันได้ใช้ความพยายามนำตัวเองออกไปจากพระแท่นนี้ กลับถูกน้ำเสียงหวานรื่นหู

เสียงหนึ่งรั้งไว้พร้อมกับฝ่ามือนุ่มของอีกฝ่ายที่กดลาดไหล่ราวกับเป็นการบังคับไม่ให้ลุกตามปรารถนา“เจ้าควรพัก

ผ่อนเสียบ้าง” องค์ชายน้อยทอดพระเนตรสหายรักที่กลายมาเป็นพระญาติอย่างแสนห่วง เขาเป็นกังวลแต่ก็ต้อง

แสร้งทำเป็นดุเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อฟัง

หากพูดตามตรงคงต้องบอกว่ายามเขาทำหน้าเคร่งขรึมเพื่อให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่งช่างเป็นเรื่องหนักหนาต่อ

ความสามารถไม่น้อย เนื่องด้วยเขากับหงส์งามนอกจากมีลักษณะทางร่างกายที่คลายคลึงกัน ในด้านของอุปนิสัย

ก็เหมือนยิ่งกว่าฝาแฝด เพราะแม้ก่อนหน้านี้จะพำนักอยู่คนละแคว้นแต่ด้วยชื่อเสียงด้านความซุกซน รักอิสระและ

เอาแต่ใจจนเป็นตัวร้ายในสายตาของคนทั้งวังก็แพร่สะพัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเรื่องความดื้อรั้นจึงไม่แตก

ต่างแม้แต่น้อย การบังคับให้คิมแจจุงทำตามจึงต้องเผชิญกับความเหนื่อยไม่ต่างจากการฝืนใจคิมจุนซูนั่นเอง

“ดื่มน้ำแกงถ้วยนี้แล้วนอนต่ออีกหน่อยเถิด” ไม่ต้องรอให้แฝดทางนิสัยออกปากปฏิเสธ คิมจุนซูก็ยกเอาถ้วยบรรจุ

น้ำแกงอุดมประโยชน์มาจ่อไว้ตรงหน้าแล้ว

“ข้าไม่หิว” แน่นอนว่าคำตอบที่ได้รับย่อมเป็นรูปแบบเดิมโดยไม่ต้องคาดเดาให้มากความ

“ข้าเข้าใจดีว่าความทุกข์จนไม่อยากลิ้มรสอาหารเป็นเช่นใด เพราะข้าเคยผ่านมาก่อน แต่เจ้าก็เห็นนี่ว่าข้าไม่ได้

ทรมานตัวเองจนล้มป่วยเช่นเจ้า”

“ก่อนหน้ายังดื้อใส่ข้าอยู่เลย มาตอนนี้ทำเป็นดุเสียอย่างนั้น” ปากอิ่มงามยู่ใส่คนตีหน้าซื่ออย่างแง่งอน

“ตะ...แต่เจ้าหมดสติแถมมีไข้เช่นนี้ อย่างไรต้องกินข้าวกินยาโดยไม่มีข้ออ้าง”

“เขาเป็นอย่างไรบ้างจุนซู?” ไม่แม้แต่เหลียวแลสายตาใส่ชามน้ำแกงหอมกรุ่น อีกทั้งยังเอาแต่ชวนสนทนาถึงคน

นอนนิ่งไม่ได้สติโดยที่หัวใจลอยล่องไปนั่งเฝ้าอยู่ตรงโน้นแล้ว

“ดื่มน้ำแกงอึกหนึ่ง ข้าก็จะบรรยายอาการให้ฟังส่วนหนึ่ง...ตกลงหรือไม่?” องค์ชายน้อยย่อมสามารถพลิกวิกฤติ

ให้เป็นโอกาสอย่างน่าชื่นชม

“เฮ้อ...ต้อนให้ข้าจนมุมจนได้สินะ”

“ข้าห่วงเจ้ามากต่างหากเล่า ลองคิดดูสิ ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาแล้วไม่ได้เห็นหน้าเจ้าคนแรกเพราะมัวแต่นอนจมพิษไข้

เช่นนี้ เขาคงผิดหวังมากทีเดียว”

“รีบป้อนข้าสิ!”

สุดท้ายการผลัดกันป้อน ผลัดกันถามและผลัดกันเล่า จึงสามารถดำเนินไปอย่างไร้อุปสรรค เมื่อหงส์งามรีบพยัก

หน้ารับข้อต่อรองพร้อมเร่งเร้าให้คนตัวเล็กป้อนข้าวป้อนยาทันทีที่จินตนาการไปว่าชองยุนโฮจะผิดหวังมากแค่

ไหนหากคนแรกที่ตื่นขึ้นมาแล้วมองเห็นไม่ใช่ใบหน้าของคิมแจจุง

 

ตัวเขาเองก็ต้องเสียใจไม่แพ้กัน

 

ในคำบอกเล่าของคิมจุนซูไม่ปรากฏคำว่าอาการทรุดหนัก หรือจากไปไกลแสนไกลยังโลกที่ไม่มีกันและกันแล้ว

เท่ากับว่าเขาต้องใช้ชีวิตให้ดำเนินไปอย่างมีความหวัง...หวังว่าสักวันหนึ่งเราสองจะกลับมาเคียงคู่อย่างแสนสุข

อีกครา

 

หวังให้ไม่มีฝันร้ายใดมากล้ำกราย

 

Amour

 

องค์ชายน้อยคิมจุนซูประทับอยู่ในศาลากลางอุทยานตำหนักใหม่ของตนแต่เพียงลำพัง ไร้เงาข้าราชบริพารล้อม

หน้าล้อมหลังและไร้เงาปาร์กยูชอนที่ยังพักฟื้นอยู่ในจวนแม่ทัพ ด้วยลักษณะท่าทางย