[Fic] Amour : Amour XXXVIII (38)

posted on 02 Jan 2015 17:23 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

 

 

Amour XXXVIII                                   

 

 

ชิมชางมินที่กำลังก้าวขาออกจากบ้าน บังเกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด เช้านี้ยังไม่มีข่าวเกี่ยว

กับสงครามอันใดส่งมาจากอีกฟากฝั่งของแผ่นดินก็จริง ทว่าความอึดอัดภายในอกช่างรุนแรงมากพอจะทำให้เขา

เผลอคิดฟุ้งซ่านไปหลายทาง หรือแท้จริงแล้วสถานการณ์เกี่ยวกับรัชทายาทยุนโฮอาจไม่ได้มีสิ่งใดร้ายแรงดัง

กังวลไปเอง หากแต่เรื่องที่ทำให้หัวใจดวงนี้ไปไหนไม่ถูกอาจเกี่ยวกับปาร์กยูฮวานซึ่งเขารีบไปขัดขวางการเดิน

ทางออกจากซออุลให้ทันท่วงทีก็เป็นได้

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ต้องพานพบกับความสุขและการพลัดพรากอีกกี่ครั้งกี่ครา ทว่าเด็กประหลาดคนนั้น

ยังสามารถกระทำการทุกอย่างที่ส่งอิทธิพลเหนือความนึกคิดของเขาเสมอ คิดดูสิว่าก่อนหน้านี้เป็นฝ่ายวิ่งตาม

และร้องขอความเมตตาจากเขาโดยไม่ย่อท้อ ปฏิบัติตนน่ารักสดใสจนทำให้เขาไม่อาจละสายตาและเหมือนเสพ

ติดเสียงหัวเราะเสนาะหูเข้าไปทุกที

หากแต่ตอนนี้เมื่ออยากวิ่งหนีจากเขาไปไกลแสนไกล ก็ลงมือทำอย่างเลือดเย็นยิ่งนัก เหตุนี้กระมังถึงทำให้จิตใจ

ของเขาว้าวุ่นอยู่ไม่สุขเอาเสียเลย ยิ่งพอหวนนึกถึงภาพใบหน้าเย็นชาแต่แฝงความเจ็บปวดอย่างสุดแสนยามพบ

เจอกันอีกครา ชิมชางมินก็รู้สึกว่าเป็นหัวใจของเขากำลังถูกเหยียบย่ำให้จมดิน

ดังนั้นหากอยากรั้งเจ้าของร่างหอมกรุ่นไว้เคียงกาย คงถึงเวลาแล้วที่แม่ทัพใหญ่แห่งซออุลจะปฏิวัติตัวเองกลาย

เป็นฝ่ายวิ่งไล่จับหัวใจดวงน้อยๆ นั้นไว้ ถ้าปาร์กยูฮวานปรารถนาจะหนีหน้าไปให้ไกลก็คงต้องถูกสั่งสอนให้

หลาบจำเสียบ้าง เพราะบุรุษอย่างชิมชางมินเมื่อถูกใครทำให้ใจหวั่นไหว คนผู้นั้นต้องรับผิดชอบชั่วชีวิต

“ท่านจะเข้าวังอย่างนั้นหรือ?”

 

กึก!

 

ฝ่าเท้าหนักแน่นมีอันต้องหยุดชะงัก เมื่อถูกน้ำเสียงคุ้นหูชุดรั้งไว้อย่างทันท่วงที ชิมชางมินเข้าใจได้ถึงจุดประสงค์

ของการมาเยือนจากสตรีผู้งดงามนี้ดีและเขาก็ไม่พอใจต่อการมาเยือนนี้เอาเสียเลย ผิดกับตอนที่มีปาร์กยูฮวานยืน

อยู่ตรงนี้พร้อมมอบรอยยิ้มกระจ่างตามาให้ แน่นอนถ้าแบบนั้นเขาถึงกับหัวใจพองโตอย่างน่าอาย

“ท่านตั้งใจขัดขวางการเดินทางกลับของคุณชายน้อยใช่หรือไม่?” เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่นิ่งเงียบนางจึงเปิดปากและ

เค้นเอาความปรารถนาจากบุรุษตรงหน้าออกมาให้หมด

“ข้าปล่อยยูฮวานจากไปอีกไม่ได้ ท่านหญิงโปรดหลีกทางด้วย” หากนางต้องการรับฟังความจริง เขาก็พร้อม

แสดงความจริงใจเช่นกัน

“หึ!” นางผู้งดงามแสยะยิ้มออกมาคล้ายเย้ยหยันในโชคชะตาของตน “ทั้งที่ข้าอยู่ข้างกายท่านมาตลอดน่ะหรือ?”

 

กี่ปีมาแล้ว?

 

เป็นเวลายาวนานเท่าใดที่ในสายตาของนางไม่อาจมองเห็นชายอื่นนอกจากบุรุษเย็นชาตรงหน้า กี่ครั้งกี่หนที่มี

บุรุษรูปงามและแสนดีเข้ามาร้องขอความรักจากนาง ทว่าหัวใจดวงนี้ไม่อาจเปิดรับใครได้อีก เพราะนางมั่นคงต่อ

เขาถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดชิมชางมินจึงไม่เปิดใจรับความหวังดีจากนางบ้าง

“อาจเป็นการทำร้ายจิตใจท่านหญิงมากเกินไป หากแต่ข้าได้แสดงความชัดเจนทุกอย่างให้ท่านเห็นเสมอว่าข้าไม่

อาจมอบไมตรีต่อท่านได้จริงๆ ข้อนี้ท่านหญิงก็รู้ไม่ใช่หรือ?” ผ่านไปนานเพียงใดชิมชางมินก็คงความเป็นสุภาพ

บุรุษที่ไม่มีวันใช้วาจารุนแรงเชือดเฉือนนาง เพราะถึงแม้ไม่อาจมีใจรักตอบหากแต่อิมจินอาก็แสนดีต่อเขาจริงๆ

“แม้ยามที่ปาร์กยูฮวานกับท่านต้องห่างไกล ข้าก็ไม่อาจทำให้ใจท่านสั่นไหวได้เลยหรือ?”

“หากไม่รักตั้งแต่ต้น นานเพียงใดก็ไม่แปรเปลี่ยน”

“แต่ท่านก็ไม่ได้รักปาร์กยูฮวานแต่แรกเช่นกัน!”

เมื่อสามารถใช้คำว่า ‘รักแรกพบ’ มาเป็นข้ออ้าง เช่นนั้นสถานภาพของนางกับปาร์กยูฮวานก็ไม่แตกต่างกันตรง

ไหน อีกทั้งด้วยความเป็นคู่หมายที่พระพันปีวางไว้ตั้งแต่ต้น นางย่อมมีสิทธิ์ได้ครอบครองตัวเขามากกว่าเจ้าเด็ก

ไม่รู้จักโตนั่นอยู่แล้ว

 

หัวใจของชิมชางมินช่างไม่ยุติธรรม!

 

“บางที...ข้าอาจตกหลุมรักรอยยิ้มนั้นแต่แรกก็ได้”

ภาพเหตุการณ์ขณะได้พบกันในคราแรกกลางอุทยานตำหนักรัชทายาท ภาพใบหน้าสวยหวานที่เอาแต่มองจ้อง

เขาด้วยสายตาพร่ำเพ้อ น้ำเสียงอ่อนหวานรื่นหูที่เรียกเขาว่า ‘ท่านเนื้อคู่’ ส่งผลให้หัวใจของชิมชางมินเต้นรัวเร็ว

และกระหายรีบไปพบหน้าเจ้าของความทรงจำงดงามนั้นโดยเร็ว

 

อดทนรอมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

 

“ขอโทษที่เสียมารยาท แต่ข้าต้องไปแล้วจริงๆ ท่านหญิง”

เจ้าของร่างสูงสง่าไม่รีรอต่อการบอกปัดอีกฝ่ายอย่างสุภาพ ก่อนเดินเลี่ยงไปจากบริเวณนั้นดังตั้งใจไว้แต่ต้นเสียที

หากปล่อยเวลาเลยผ่านโดยไร้ประโยชน์คงไม่เป็นผลดีต่อการงอนง้อคนแสนงอนมากนัก เผลอๆ เป็นโพอึนเจที่

รีบพายอดดวงใจกลับชอลลาเพื่อหนีเขาก็ได้

 

ฟึบ!

 

หากแต่ช่วงขายาวมีอันต้องหยุดการเคลื่อนไหวลง เมื่อรู้สึกว่าร่างกายของตนถูกกอดรัดไว้ด้วยอ้อมแขนนุ่มละมุน

จากทางด้านหลัง ดูเหมือนว่าแขนเรียวจะยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ หากเขาออกแรงต่อต้านแม้เพียงเสี้ยวเดียว หลัง

จากนั้นจึงได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังชิดแผ่นหลังแกร่ง ราวกับนางได้หมดหนทางเหนี่ยวรั้งเขาไว้แล้วจริงๆ

“อย่าเดินหนีข้าเลยนะ...ได้โปรด”

ชิมชางมินทอดถอนใจออกมายาวนาน ไม่น่าเชื่อว่าท่านหญิงจินอาผู้งามสง่าและมักวางตนเชิดรั้นสูงส่งตั้งแต่เยาว์

วัยจนถึงเวลานี้ กลับสามารถหลั่งน้ำตาพร้อมอ้อนวอนไม่ให้เขาจากไปโดยไม่ห่วงศักดิ์ศรี ยอมรับว่าเขาเองก็

สงสารและเห็นใจนางมาตั้งแต่ต้น หากไม่เสมอไปกับคำกล่าวที่ว่าบุรุษมักพ่ายแพ้ให้แก่น้ำตาของอิสตรี

“ปล่อยมือเถิดท่านหญิง ยื้อเวลาไว้อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด” แม่ทัพหนุ่มหาได้เอื้อมมือขึ้นไปแกะท่อนแขน

บอบบางออกด้วยตนเอง เพราะหวังเหลือเกินว่าสุดท้ายแล้วนางจะเป็นฝ่ายตัดใจพร้อมปล่อยมือจากเขาอย่าง

เต็มใจ

“ข้าไม่ปล่อยหรอก ข้าจะกอดท่านไว้แบบนี้จนเห็นใจกันไปเลย”

“ท่านหญิง...ข้าไม่อาจมีใจต่อสตรีที่ใช้วาจาเชือดเฉือนผู้อื่นจนปลิดชีวิตตนเอง แล้วยังสามารถยิ้มได้อย่างเป็นสุข

เช่นท่านหรอก”

อิมจินอาบังคับให้เขายกเหตุการณ์สิ้นพระชนม์ขององค์หญิงฮันชิงขึ้นมาพูดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเรียวแขนที่มี

อาการกระตุกเกร็งเล็กน้อยยามได้ยินพระนามของฮันชิงก็ทำให้เขาแน่ใจว่าผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจละทิ้งโลก

ไปขององค์หญิงสูงศักดิ์ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสตรีที่กำลังกกกอดเขาไว้นี้เอง

“นางทนรับความจริงว่ากลายเป็นคนพ่ายแพ้ไม่ได้เอง เรื่องการตายของนางไม่เกี่ยวกับข้าสักนิด!”

“วาจาอันโหดร้ายย่อมมีอานุภาพยิ่งกว่าคมหอกคำดาบใดทั้งนั้น”

“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด!”

เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคในครานั้น ‘เชลยศึกผู้ต่ำต้อย’ ‘น่าอับอาย’ ‘หญิงบ้า’ นางสามารถเอ่ยได้เป็นปกติอยู่แล้ว

ขณะนั้นนอกจากฮันชิงแสดงความคลุ้มคลั่งอยากกระโจนออกจากคุกมาบีบคอนางให้ตายกับมือ ก็ไม่มีเหตุการณ์

ใดบังเกิดขึ้นอีก ดังนั้นการผูกคอตายของสตรีจองหองย่อมไม่เกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย

 

นางไม่ได้ยืนผ้าผืนนั้นให้สักหน่อย!

 

“ท่านยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างไม่ได้”

“ท่านหญิงจินอา...” เสียงทุ้มไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดกับนางในประเด็นขององค์หญิงฮันชิงอีก เพราะอิมจิ

นอาได้รับการศึกษาที่สูงและฉลาดมากพอในการเข้าใจได้ว่าคำพูดของนางเป็นต้นเหตุให้ผ้ารัดเอวกลายเป็นดาบ

คมกริบได้ดียิ่งกว่าสิ่งใด

“เห็นใจข้าบ้างหรือไม่?”

“ยังมีบุรุษที่คู่ควรอีกมากมายรอให้ท่านเลือก ดังนั้นอย่าปักใจกับความว่างเปล่าเช่นข้าเลย”

“ข้าไม่รักใครอื่นนอกจากเจ้า ชั่วชีวิตข้าภักดีต่อเจ้าเท่านั้น ได้โปรดอย่าผลักไสข้าเลย”

แปลกที่แม้หยาดน้ำตากำลังไหลอาบดวงพักตร์งามเลิศล้ำเพราะเจ็บปวดจากการร้องขอความรักจากตน ทว่าชิม

ชางมินกลับไม่ได้ไขว้เขวหรือใจอ่อนต่อนางแม้ชั่วเวลาเดียว

“นับจากนี้หากท่านเจ็บปวดจนทนไม่ไหวเพราะถูกข้าปฏิเสธ ท่านก็สามารถกลับแผ่นดินจีนเพื่อรับใช้กษัตริย์ฉีได้”

“...”

ไม่ว่าใช้เหตุผลใดมากล่าวก็ไม่อาจทำให้อ้อมแขนนั้นคลายลงจากกายแกร่ง ทว่าคงมีเพียงข้อเสนอแนะสุดท้ายที่

สามารถทำให้เรียวแขนงามเลื่อนตกไปอยู่ข้างกายของนางอย่างไร้เรี่ยวแรง ถือเป็นอีกครั้งที่ชิมชางมินหันกลับไป

มองสบดวงเนตรที่กำลังเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงของนาง

“ทะ...ท่านพูดเรื่อง...อะไร...”

“ตลอดเวลาที่ท่านหญิงพำนักอยู่ในราชสำนักจีน นอกจากได้รับการศึกษาแล้วยังได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในสนม

ของกษัตริย์ฉีไม่ใช่หรอกหรือ?”

ความเคลื่อนไหวทุกอย่างในราชสำนักจีนอยู่ในสายตาของมังกรหนุ่มกับแม่ทัพคู่ใจเสมอ พวกเขารับรู้มานานแสน

นานแล้วว่าท่านหญิงจินอาแห่งซออุลมีความงามเป็นที่ถูกพระทัยของกษัตริย์จีนมากเพียงใด  แน่นอนว่ายามมี

บัญชาให้เข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดนางก็ไม่เคยปฏิเสธ ทั้งยังเต็มใจปรนนิบัติอย่างดีด้วยซ้ำ

 

กล้าพูดว่ามั่นคงต่อเขาเพียงผู้เดียวอีกหรือ?

 

“เหตุผลที่ข้าไม่อาจมีสายตาไว้มองท่านมีอยู่หลายข้อ สุดท้ายท่านบังคับให้ข้าต้องพูดเอง”

บุรุษนักรบที่ทรงเกียรติย่อมไม่ขุดคุ้ยอดีตของสตรีขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธ ทว่าอิมจินอาคือสตรีของ

กษัตริย์อย่างสมบูรณ์ไปแล้ว ถึงพยายามปกปิดมากเพียงใดแต่นางก็หาใช่สตรีที่บุรุษทั่วไปพึงยุ่งเกี่ยวนั่นเอง

“กษัตริย์ฉีทุกข์ตรมกับความพ่ายแพ้ต่อรัชทายาทจุนโฮ และยังมีเรื่องขององค์หญิงฮันชิงให้ตรอมใจอีก ท่าน

หญิงควรกลับไปอยู่เคียงข้างหาใช่ไล่ตามอากาศเช่นนี้”

“ฮึก! ข้า ข้า...”

“ไม่มีบุรุษใดคู่ควรใช้สตรีร่วมกับพระราชา แม้องค์ชายฮันเกิงไม่ถือแต่ข้ารับไม่ได้” ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงระหว่าง

พระบิดากับองค์รัชทายาทที่ได้เชยชมสตรีนางเดียวกัน ใช่ว่าเขาไม่รู้ไม่เห็นมาก่อน

“กรี๊ด!”

ยามชิมชางมินหันหลังเดินจากอิมจินอามาอีกครา พบว่ามีเพียงเสียงกรีดร้องอย่างคับแค้นใจของนางลอยมาตาม

สายลมเท่านั้น นางไม่ได้วิ่งมาคว้าตัวเขาไปกกกอดอย่างห่วงแหนเช่นเคย และแน่นอนว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่

เขามีโอกาสได้พานพบสตรีผู้งดงามนางนี้อีก วันเวลาชั่วนิรันดรของนางอาจใช้ไปกับการเก็บตัวอยู่ในจวนใต้เท้า

อิมผู้เป็นบิดา หรืออาจเดินทางมุ่งตรงไปยังแผ่นดินจีนเพื่อเชิดหน้ารับใช้กษัตริย์ในฐานะหนึ่งนางสนมโปรด

 

ได้แต่อวยพรให้นางโชคดี

 

Amour

 

ในโอกาสได้นั่งจิบชาชั้นเลิศ พร้อมปล่อยกายปล่อยใจรื่นรมย์กับการชมภาพความว้าวุ่นของใครหลายคน สามารถ

ทำให้จิตใจผ่อนคลายและตลกขบขันในคราเดียวกันได้อย่างประหลาด โปรดอย่าตำหนิว่าเขากำลังมีความสุขอยู่

บนความทุกข์ของผู้อื่น เพราะหากใครก็ตามได้มานั่งตรงจุดที่เขาอยู่ตอนนี้คงมีความสนุกไม่แตกต่างกันนัก

นับแต่สงครามระหว่างซออุลกับฮันชิงสิ้นสุดลง และเขายังไม่มีความคิดจะเดินทางกลับบ้านเมืองของตนในเวลานี้

เขาก็รู้สึกว่าในทุกวันที่ดำเนินไปของวังหลวงซออุลช่างเงียบสงบ ร่มเย็น ไร้เรื่องสนุกให้กระโดดลงไปร่วมวง ช่าง

แตกต่างจากตอนที่บรรดาคนงามทั้งหลายประทับอยู่ด้วยกัน เรียกได้ว่าความน่าเบื่อถูกสะสมเรื่อยๆ เพราะหาก

เขาอยากหาเพื่อนร่วมสนทนาก็มีเพียงชิมชางมินผู้นิ่งขรึมเท่านั้น แน่นอนว่าเขาเองก็เบื่อที่จะต้องเป็นฝ่ายพูดพร่า

มอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่นิ่งฟังหรือพยักหน้ารับรู้บางครั้งเท่านั้น

 

พอทราบข่าวว่าปาร์กยูฮวานน้อยมาเยือนซออุลน่ะหรือ?

 

ราวกับชีวิตอันมืดมนและอับเฉากลับมีแสงแดดอบอุ่นสาดส่องมาให้ใจชื้น แม้การมาเยือนครั้งนี้หาได้มีหงส์งาม

ร่วมเดินทางมาด้วยจนแอบผิดหวังอยู่บ้างก็ตาม ทว่าการมียูฮวานตัวยุ่งกับโพอึนเจคนขี้แยไว้ให้แกล้งเล่นคลาย

เหงาก็ถือว่าประเสริฐสุดยอด ยิ่งตอนได้รับข่าวด่วนจากชิมชางมินให้ช่วยทำหน้าที่ถ่วงเวลาการหนีกลับชอลลา

ของผู้มาเยือนทั้งสอง เขาก็เต็มใจเสียยิ่งกว่าเต็มใจเสียอีก

“องค์ชายว่างมากหรือ?” ปาร์กยูฮวานทูลถามผู้สูงศักดิ์กว่าอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่ออีกฝ่ายมาเยือนแต่เช้าตรู่โดย

ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ยิ่งสังเกตเห็นเจ้าของดวงพักตร์หล่อคมคายกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คล้ายเป็นการเย้ย

หยันที่เขาไม่สามารถก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้ขณะยังมีแขกนั่งอยู่ ก็ส่งผลให้อุณหภูมิภายในใจพุ่งสูงจนใกล้

ระเบิดเต็มที

“นับแต่สงครามฝั่งนี้สงบลง ข้าก็ว่างแสนว่างเลยล่ะ” จูอาอินตรัสตอบพร้อมท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจมากนัก

ปาร์กยูฮวานช่างถามได้แปลกประหลาดเพราะหากเขาไม่ว่างก็คงไม่มานั่งทำหน้ากวนเช่นนี้หรอก

“ทรงมีเรื่องสำคัญอันใด ถ้าไม่มียูฮวานจะได้ขอตัวออกเดินทางเสียที”

น่าหงุดหงิดและน่าเบื่อหน่ายที่สุด เหตุใดการเดินทางกลับชอลลาของเขาต้องมีอุปสรรคขวากหนามชิ้นใหญ่คอย

ขัดขวางอยู่เรื่อย ส่วนเจ้าองค์ชายหน้าหนวดนี่ก็แปลกคน ทั้งที่รู้ว่าหงส์งามไม่ได้เสด็จมาแต่ก็ยังนั่งทำหน้าไม่รู้

ร้อนรู้หนาวอยู่ได้

 

ระวังเถิด

หากยั่วให้ปาร์กยูฮวานโมโหจนควบคุมตัวเองไม่อยู่จะกระโดดกัดให้จมเขี้ยวเลยคอยดู!

 

“เจ้าจะกลับชอลลาจริงหรือ? ทั้งที่เพิ่งเดินทางมาถึงน่ะหรือ? ดูสภาพโพอึนเจสิ เจ้าไม่ห่วงเขาหรือ?” รัชทายาท

อันดับสองแห่งอุลซานโพร่งคำถามยาวเหยียด ราวกับไม่ได้ใส่ใจฟังคำตอบเพราะเขามีหน้าที่ถ่วงเวลาให้นาน

ที่สุดเป็นพอ “เจ้าคงอยากพักผ่อนอีกสักหลายวัน จริงหรือไม่โพอึนเจ?”

“จริงพะย่ะค่ะ!” มนุษย์ไฝยักษ์ซึ่งถูกคนตัวเล็กปลุกขึ้นมาเตรียมตัวเดินทางแต่เช้า ทูลตอบอย่างคนไม่หาย

สะลึมสะลือแม้เวลาล่วงเลยเป็นตอนสายมากแล้วก็ตาม

“เจ้าอยู่ฝ่ายใครกันแน่โพอึนเจ?”

“ขะ...ข้าต้องอยู่ข้างเจ้าอยู่แล้ว แต่เท้าข้ายังเจ็บ ขายังไม่มีแรงออกเดินทางไกลเลยนะ” พอถูกเจ้าของหัวใจ

ตะคอกใส่อย่างหัวเสีย โพอึนเจก็ปากคอสั่นรีบอธิบายพร้อมน้ำตาเริ่มปริ่ม “อยู่ต่อสักสองสามวันไม่ได้หรือ?”

“จริงอย่างที่โพอึนเจบอก พวกเจ้าควรอยู่ฟังข่าวสงครามที่นี่ก่อนดีกว่า” ข่าวคราวเงียบหายไปเช่นนี้ ทำให้จูอาอิน

ไม่อาจวางใจปล่อยคนทั้งสองย้อนกลับไปสู่อันตรายได้ลงคอ

“องค์ชายมัวแต่ยุ่งเรื่องคนอื่น จนลืมสนใจเรื่องของตัวเองหรือไม่?” คนตัวเล็กหรี่ตามองผู้สูงศักดิ์อย่างไม่เกรง

กลัว ซ้ำยังแสดงท่าทางราวกับว่ารู้ถึงจิตใจอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

 

หึ!

อยากแกล้งก็ต้องเอาคืนให้เข็ด

 

“ข้าไม่มีเรื่องใดให้ใส่ใจ นอกจากหงส์งามแห่งชอลลาหรอก” หางคิ้วเข้มกระตุกขึ้นเล็กน้อย ราวกับประหม่าโดย

ไร้การควบคุมเมื่อถูกเจ้าของลูกแก้วสีนิลจ้องอย่างมีเลศนัย

“แล้วคนไกลทางอันซางเล่า องค์ชายไม่อยากรับรู้ความเคลื่อนไหวบ้างหรือ?”

 

โพล๊ะ!

 

ราวกับมีเสียงตีดังลั่นเต็มศีรษะ เมื่อปาร์กยูฮวานจี้จุดอ่อนของคนชอบก่อกวนได้ในหมัดเดียว นี่เขาแสดงท่าที

อะไรออกไปให้คนนอกสังเกตเห็นอย่างนั้นหรือ เท่าที่ทบทวนดูก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาแสดงออกเกินกว่าคำว่า

เป็นคู่ปรับกับซองจุงกิจอมดื้อ ปาร์กยูฮวานชักจินตนาการเกินขอบเขตความเป็นจริงไปเสียแล้ว

“เหตุใดข้าต้องใส่ใจความเป็นอยู่ของคนหัวดื้อ พูดมาก น่ารำคาญอย่างซองจุงกิด้วยเล่า?” คนที่ประณามว่าคน

อื่นจินตนาการเกินขอบเขต กลับเป็นฝ่ายโพล่งสิ่งที่อยู่ในจิตใจออกมาเองเสียหมด

 

นี่แหละหนอคนปากไม่ตรงกับใจ

 

“ยูฮวานยังไม่ได้เอ่ยชื่อองค์ชายจุงกิเลยสักคำ”

“เอ้อ...เกือบลืมไปว่ามีงานราชการมากมายรอข้าอยู่” บุคคลที่ตอนแรกมีจุดประสงค์ก่อกวนเจ้าของห้อง ตอนนี้

กลับเปลี่ยนเป็นฝ่ายถูกต้อนให้จนมุม และเพราะความร้อนตัวจึงได้กล่าวอำลาก่อนแสร้งทำเป็นเร่งรีบจากไปอย่าง

หมดท่า “ขอให้โชคดี”

สำหรับเรื่องที่ชิมชางมินร้องขอให้ช่วย เขาได้ปฏิบัติอย่างเต็มที่จนถูกเตะกระเด็นเพราะคำพูดของปาร์กยูฮวาน

แล้ว หลังจากนี้หากไม่สามารถงอนง้อขอคืนดีได้ด้วยตนเอง คงต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการถูกเขาเย้ยหยันไปอีกนาน

“ไปเสียที” คนตัวเล็กถึงกับต้องเป็นฝ่ายกลับมานั่งจิบชาให้หายเหนื่อยเสียเอง ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าการ

ถูกก่อกวนโดยรัชทายาทหน้าโหดจากอุลซาน สามารถทำให้หมดสิ้นพลังงานได้มากมายทีเดียว “น่าตลกที่องค์

ชายอาอินมีท่าทีอ่อนไหวต่อองค์ชายจุงกิอย่างประหลาด...เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่โพอึนเจ?”

“...”

“อึนเจ?”

“...”

“ฟังข้าอยู่หรือไม่โพอึน...ท่าน!”  

เจ้าของร่างเล็กถึงกับถลึงกายลุกขึ้นยืน พร้อมเบิกตามองใบหน้าโพอึนเจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้วอย่างตื่น

ตะลึง ไม่สิ! ต้องบอกว่าบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้ไม่ใช่คนเดียวกับเจ้ามนุษย์ไฝยักษ์ หากแต่เป็นบุคคลที่

ปรารถนาได้พบหน้ามาโดยตลอด แต่เวลานี้กลับไม่อยากเจอเอาเสียเลย

“ท่านกล้าไล่อึนเจไปหรือ?”

ประโยคแรกควรทักทายกันอย่างแสนยินดี ทว่าเจ้าของเสียงหวานใสกลับเอาแต่ถามถึงสหายจากชอลลาที่พอถูก

เขากวาดมองด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวเย็นชาก็ขนหัวลุกจนรีบหนีเอาตัวรอดแทบไม่ทัน บุรุษอ่อนแอที่ไม่สามารถ

ให้การปกป้องคุ้มครองได้เช่นนี้ ปาร์กยูฮวานยังเอาแต่สอดส่องมองหาจนน่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก

“ข้าไม่ชอบเห็นชายอื่นอยู่กับเจ้าสองต่อสองโดยไม่มีข้าอยู่ด้วย”

“ข้าอยู่กับอึนเจมาตั้งแต่เด็ก กินด้วยกัน นอนด้วยกัน แถมยังเคยแก้ผ้าอาบน้ำกันด้วย” คนตัวเล็กกอดอกหันหลัง

ใส่ พร้อมเชิดหน้าตอกกลับร่างสูงโดยขุดคุ้ยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุรุษอื่นได้อย่างไม่รู้จักอาย

“เก่งแต่ปาก” ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายสามารถทำให้หางคิ้วกระตุกอย่างมีโทสะ ทว่าชิมชางมินก็พยายามระงับ

อารมณ์ไม่พุ่งเข้าไปจับคนปากเก่งสั่งสอนให้จดจำว่าอย่าพูดจาแบบนี้กับใครอีก “โตแล้วยังกล้าแก้ผ้าต่อหน้าโพ

อึนเจอีกหรือ?”

“ข้าไม่ได้เป็นจำเลยให้ท่านมาซักไซ้นะ” เกือบตกอยู่ในสถานะของคนทำผิด แต่โชคดีที่ยังตั้งสติพร้อมแสดง

ความหัวรั้นจนกว่าอีกฝ่ายจะสำนึกว่าควรแก้ตัวอย่างไร “ทีตัวเองยังมีท่านหญิงผู้งดงามคอยเอาอกเอาใจ แล้วเหตุ

ใดข้าจะสนิทกับอึนเจไม่ได้”

ยิ่งเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็คล้ายเป็นการตอกย้ำรอยแผลในใจให้ลุกลาม ยามนึกถึงใบหน้าและกิริยาท่าทางเอาอกเอาใจ

ราวกับเป็นนายหญิงของสกุลชิมที่อิมจินอาปฏิบัตินั้น ปาร์กยูฮวานรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงส่วนเกินและ แปลก

ที่พอไร้เงาหงส์งามคอยให้คำแนะนำ เขาก็กลายเป็นเพียงเด็กน้อยขี้แพ้หามีเขี้ยวเล็บใดไว้แย่งชิงหัวใจของ

แม่ทัพชิมเอาเสียเลย

“ตาบวมเช่นนี้ คงร้องไห้ทั้งคืนเลยสิ” ดวงตาสดใสที่บัดนี้แดงก่ำและบวมเป่งเป็นลักษณะของเด็กขี้แย ช่างเป็น

แรงดึงดูดให้เขาอยากเอื้อมมือขึ้นไปแตะรักษาด้วยหัวใจที่ห่วงแสนห่วง

ทว่าปาร์กยูฮวานก็เร็วพอในการผินดวงหน้าหนีไปจากการสัมผัสอย่างใจแข็ง เพราะไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าหากถูก

ความอบอุ่นอ่อนโยนที่โหยหานี้สัมผัสเข้าอย่างจัง การพยายามทำเป็นเฉยชาอาจต้องล้มเหลวลงแบบน่าอายก็ได้

อาจเพราะทั้งเหนื่อยและท้อกับการวิ่งไล่ตาม และร้องขอความรักจากบุรุษรูปงามราวกับคนบ้า วันนี้คงถึงโอกาส

สมควรในการทำให้ชิมชางมินชัดเจนต่อความรู้สึกเสียที หากรักก็ควรบอกว่ารัก แต่หากสุดท้ายเขายังไม่สามารถ

ละลายปราการน้ำแข็งลงได้ก็ควรบอกให้ชัดเจน

“ข้าร้องไห้เพราะท่านมาโดยตลอดอยู่แล้วนี่” เมื่อตั้งใจให้เป็นวันชี้ชะตา เจ้าของร่างอรชรจึงขุดงัดเอาทุกกระบวน

ท่าการงอนของหงส์งามขึ้นมาใช้จนหมด แน่นอนว่าขั้นแรกต้องทำเป็นไม่อยากมองหน้าแล้วรีบหันกายเดินหนี

ออกไปจากบริเวณนั้น พร้อมรอให้อีกฝ่ายวิ่งตามจนเหนื่อยไปเลย

 

ฟึบ!

 

หากแต่สำหรับชิมชางมินไม่ต้องรอให้วิ่งตามหรือตะโกนรั้งคนแสนงอนเอาไว้ เพราะเขาใช้วงแขนเรียวยาวตวัดรัด

เอวบอบบางไว้ราวกับเป็นปราการหนาที่อีกฝ่ายไม่สามารถทะลุฝ่าหนีออกไปดังหวัง

“อย่าไปได้หรือไม่?” เสียงทุ้มกระซิบถามชิดใบหูเล็กอย่างอ้อนวอน “อย่าเดินหนีข้าอีกเลย”

 

โธ่...

 

ปาร์กยูฮวานหนอปาร์กยูฮวาน พอสัมผัสถูกกายของอีกฝ่ายพร้อมถูกน้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามมาเช่นนี้ หัวใจก็พาล

จะอ่อนวูบและลืมสิ้นภาพบาดตาบาดใจจากอิมจินอาเสียอย่างนั้น

 

ช่างอ่อนแอเสียจริง!

 

“แม้ข้าเป็นฝ่ายเกี้ยวท่านก่อน แต่ไม่หน้าหนาหน้าทนใช้ท่านร่วมกับนางหรอกนะ” ไหวตัวได้ทันท่วงที จึงหยิบยก

เรื่องระหว่างชิมชางมินกับอิมจินอาขึ้นมาตอกย้ำถึงความน้อยเนื้อต่ำใจให้เด่นชัดกว่าเดิม

“นางไม่เกี่ยวกับเรื่องระหว่างเรา ตลอดชีวิตข้ามีเพียงเจ้าคอยปั่นป่วนอยู่ใกล้เท่านั้น”

หากคนตัวเล็กมีความสูงมากพอคงได้เห็นบุรุษร่างสูงกว่ากำลังยกยิ้มมุมปากอย่างเปี่ยมสุข ยอมรับว่าวีรกรรมใจ

กล้าเกินขนาดตัวที่ยูฮวานน้อยก่อเอาไว้ สามารถทำให้เขาเป็นสุขทุกครั้งเมื่อหวนนึกถึง “ใจข้าไม่มีวันเปิดรับนาง

ข้าสัญญา”

สิ้นคำมั่นสัญญาแสนชื่นใจ เจ้าของเรียวแขนยาวก็เปลี่ยนจากทำเพียงขวางไม่ให้อีกฝ่ายวิ่งหนีมาเป็นรั้งเอาร่างทั้ง

ร่างของยูฮวานมาเผชิญหน้ากันอย่างหลีกหนีไม่ได้ มือแกร่งเชยคางมนที่เอาแต่ก้มหน้าให้มองสบดวงตากันอย่าง

จริงจังสักที

“รู้หรือไม่ว่าข้าดีใจมากแค่ไหนยามได้เห็นหน้าเจ้าเมื่อวานนี้?”

“ท่านคงตกใจเสียมากกว่าที่ข้าต้องเผชิญหน้ากับท่านหญิงจินอาโดยไม่ทันตั้งตัว”

“อืม...ถูกของเจ้า”

“สุดท้ายท่านก็ยอมรับว่านางเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวก่อนที่ข้าจะมาถึงใช่หรือไม่?”

“ข้าตกใจเพราะการกระทำที่ไม่มีส่วนรู้เห็นของนางต่างหาก อีกทั้งยังกลัวเจ้าเข้าใจผิดจนหมางเมินไปไกล” ไม่

ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ความรู้สึกของเจ้าเด็กประหลาดนี้ มีอิทธิพลต่อความนึกคิดและเหนี่ยวนำให้ใส่ใจเสียยิ่ง

กว่าเรื่องตัวเองด้วยซ้ำ “หากไม่ได้องค์ชายอาอินช่วยถ่วงเวลาไว้ ข้าคงต้องควบอาชาไปฉุดตัวเจ้ากลับมาแนบ

กายเป็นแน่”

“น่ะ...นี่ท่านกับองค์ชายสมรู้ร่วมคิดกัน ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”

มิน่าเล่า เจ้าองค์ชายหน้าหนวดที่หากไม่มีเงาของหงส์งามสถิตอยู่ก็ไม่เสียเวลาย่างกรายมาหาเด็ดขาด แท้จริง

รวมหัวกันกลั่นแกล้งให้เขาเสียเวลาเดินทางนี่เอง

“ไม่ทำเช่นนี้ก็รั้งตัวเจ้าไว้ไม่ได้ เพราะข้าต้องเสียเวลาทำความเข้าใจกับท่านหญิงจินอาอยู่นานทีเดียว”

“ถึงกับต้องทอดทิ้งนางเชียวหรือ?” แม้แต่ยามจินตนาการก็ต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน ปาร์กยูฮวานกลับคิดไปไกล

แล้วว่าการทำความเข้าใจระหว่างชิมชางมินกับท่านหญิงคือการตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิงนั่นเอง

“ข้าจะทอดทิ้งนางได้อย่างไร?”

“เง้อ...หมายความว่าทอดทิ้งข้าแทนน่ะสิ”

“เด็กน้อยเอ๋ย” ร่างสูงต้องบีบจมูกโด่งรั้นอย่างหมั่นเขี้ยว มีอย่างที่ไหนเอาแต่คิดไปเองฝ่ายเดียวแถมยังไม่ยอม

ฟังเขาอธิบายให้จบก็จะร้องไห้เอาเสียดื้อๆ “ข้าไม่เคยมีความผูกพันใดต่อนาง เช่นนั้นคงเรียกทอดทิ้งไม่ได้หรอก

มีแต่ทำข้อตกลงกันว่านางจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเราสองอีกชั่วชีวิต”

“ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ท่านหญิงผู้เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีขนาดนั้น ยอมวางมือได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้า

ปาก หากตรองดูแล้วก็ช่างไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย

“ข้าต้องยืนยันให้นางเข้าใจว่าชั่วชีวิตนี้ หัวใจข้าไม่อาจเปิดรับใครอื่นได้อีก นอกจาก...”

“นอกจาก?”

หากเปรียบเทียบกิริยาท่าทางของคนตัวเล็กคงไม่ต่างกับลูกสุนัขตัวน้อยๆ ที่กำลังทำตาโต หูตั้งพร้อมรอฟังคำ

ตอบหวานหูอย่างใจจดจ่อ ตั้งใจมากเสียจนคนมองต้องหัวเราะออกมาอย่างนึกเอ็นดู

“นอกจากเด็กขี้แยที่อยู่ในอ้อมแขนของข้าตอนนี้ไงเล่า”

 

เง้อ....

ความหวานเอ๋ยความหวาน เจ้ากำลังทำให้ข้าพ่ายแพ้และสำลักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เหตุใดหัวใจของท่านไม่อาจเปิดรับใครอื่นนอกจากข้าอีกเล่า?” แม้กำลังหน้าแดงซ่านและเผยรอยยิ้มดีใจสุด

แสน หากแต่ปาร์กยูฮวานก็พยายามมีสติเรียบเรียงคำถามออกไปให้ชัดเจนมากที่สุด

“เพราะยามเจ้าใช้สรรพนามอื่นเรียกข้าแทนท่านเนื้อคู่...ตรงนี้มันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ” ไม่พูดเปล่าแต่ยังจับมือเล็ก

นุ่มขึ้นมาวางไว้แนบอกตรงกับตำแหน่งที่หัวใจด้านชากำลังเต้นอยู่

“หัวใจท่านเต้นเร็วเหลือเกิน” คงไม่ต่างกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ในอกเขามากนัก เพราะไม่มียามใดที่ได้อยู่ใกล้ชิด

กับบุรุษผู้นี้แล้วหัวใจไม่เต้นแรงจนผิดปกติ

 

ไม่มีสักวัน

 

“นับแต่วันแรกที่ได้พบหน้าเจ้า หัวใจข้าก็ไม่เคยเต้นเป็นจังหวะอีกเลย”

“ทะ...ทำไมกันเล่า?”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มของเขา ดวงตาที่ทอดมองมาอย่างหวานเยิ้มของเขา อีกทั้งสัมผัสจากนิ้วเรียวงามที่เปี่ยมความ

อบอุ่นอ่อนโยนคู่นี้ กำลังสูบเอาเรี่ยวแรงและความเข้มแข็งจากปาร์กยูฮวานไปจนสิ้น

“เพราะข้าหลงรักเจ้า นับตั้งแต่วันแรกที่เราสบตากัน”

 

ในที่สุด

 

“รักเสมอไม่เสื่อมคลาย”

 

ทำได้แล้ว...

 

“รักจนแทบคลั่งตาย ยามเราสองต้องห่างไกล”

 

สามารถเอาชนะใจท่านเนื้อคู่ได้แล้ว!

 

“แล้วเจ้ายังรักข้าอยู่หรือไม่?” ไม่อาจรู้ได้เลยว่าหลังจากเอ่ยประโยคคำถามนั้นออกไปแล้ว ปาร์กยูฮวานต้องใช้

ความพยายามมากมายสักแค่ไหนจึงสามารถกลั้นเสียงสะอื้นที่ออกมาพร้อมหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ เพื่อเปล่ง

เสียงตอบคำถามให้คนฟังหัวใจพองโตจนแทบระเบิด

“ข้าไม่เคยหยุดรักท่านได้เลย ฮึก! ข้าจะรักท่านจนกว่าวันสุดท้ายของชีวิต...รักท่านเนื้อคู่...” ท้ายประโยคยืดยาว

มีอันต้องถูกกลืนหายไปเพราะถูกคนฟังดูดกลืนเสียงหวานไว้ด้วยตัวของเขาเอง

ชิมชางมินไม่หักห้ามใจและเขาคงไม่คิดห้ามใจอีกต่อไป จึงก้มลงจุมพิตกลีบกุหลาบงามที่กำลังเจื้อยแจ้วพร้อม

สะอื้นไห้นั้นอย่างสุดรักสุดโหยหา ปลายลิ้นร้อนลากผ่านริมฝีปากที่มีหยาดน้ำตาแปดเปื้อนเพื่อช่วยปลอบประโลม

ก่อนขออนุญาตเข้าไปลิ้มชิมรสความหอมหวานในโพรงปากลื่นฉ่ำอย่างออดอ้อน หากแต่แม่ทัพหนุ่มก็มีโอกาส

ชื่นชมความหวานแต่เพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น

 

เนื่องจาก...

 

ฟุบ!

 

“อีกแล้วหรือ?”

ปาร์กยูฮวานคงถูกดูดพลังงานชีวิตออกไป หรือคงเพราะภายนอกทำเป็นเก่งแต่ในใจมีความหวาดกลัว จึงทำให้

แม้ไม่ใช่จุมพิตแรกระหว่างทั้งสอง แต่ยูฮวานคนเก่งก็แข้งขาไร้เรี่ยวแรงก่อนหมดสติล้มลงไปกลางอ้อมอกแกร่ง

ไม่ต่างจากคราวที่โดนชิมชางมินแกล้งจุมพิตเข้าให้เลยจริงๆ

 

เฮ้อ...

 

“แต่ก็น่ารักไม่น้อย” เพียงจินตนาการไปถึงอนาคตข้างหน้าที่มีคนใจไม่สู้นี้เคียงกาย ชิมชางมินก็มีรอยยิ้มที่สดใส

และเปี่ยมความหวังอย่างมากมาย

น่ารักบ้าง น่าแกล้งบ้าง น่าตีบ้างหรือบางครั้งก็บ้าๆ บอๆ ให้ปวดหัวจนคิดไม่ตก

 

เพราะเป็นเสียเช่นนี้...

เขาถึงได้รักหมดหัวใจ

 

Amour

 

ท้องฟ้ามืดมิดแม้เป็นตอนกลางวัน ทว่าความมืดนั้นกลับไม่ช่วยขับให้มองเห็นแสงสว่างใดชัดเจนเอาเสียเลย หนึ่ง

อาจเพราะมีกลุ่มฝุ่นควันลอยคลุ้งบดบังอยู่ สองอาจเพราะดวงเนตรที่พร่ามัวเสียเอง ชองยุนโฮกระพริบตาถี่เพื่อ

เรียกสติและทัศนียภาพอันชัดเจนกลับคืนมา ขณะรู้สึกได้ว่าร่างทั้งร่างกำลังถูกทหารใต้บัญชาช่วยกันประคับ

ประคองขึ้นมาจากผืนดินอันหยาบกระด้าง

 

ปวดร้าวไปหมดทั้งกาย

 

เขาหอบหายใจแรงพร้อมกระอักไอออกมาติดๆ อยู่เป็นเวลานานเลยทีเดียว ได้ยินเสียงโวยวายแสดงความกังวล

จากคนรอบข้างที่บอกว่าเขาไอเป็นเลือด อีกทั้งตลอดร่างกายซึ่งมักสะอาดสะอ้านงามตาอยู่เสมอกลับมีแต่

บาดแผลฉกรรจ์จากแรงระเบิด และนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ได้ใส่ใจอาการของตัวเองมากเท่ากับเหตุผลว่าทำไม...

 

เกิดระเบิดขึ้นได้อย่างไร?

 

ใช้เวลาทบทวนเพียงไม่นาน ชองยุนโฮก็ประจักษ์ความจริงที่ว่าในยามกำลังฟาดฟันเอาชีวิตกับฮันเกิงอย่างดุ

เดือด และมองไม่เห็นแววว่าใครเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อยู่นั้น จู่ๆ ฮันเกิงก็ถอยกรูดขึ้นหลังอาชาแกร่งพร้อมควบหนีกลับ

ไปยังฝ่ายตน ซึ่งเขาไม่ทันทบทวนก็กระโจนขึ้นหลังอาชาแล้วควบตามไปติดๆ ทว่าขณะสี่เท้าอาชากำลังห้อ

ตะบึงไม่หยุดกลับปรากฏมีทหารจากฝ่ายจีนกระตุกเส้นเชือกอะไรบางอย่างด้านล่าง ก่อนทั้งอาชาและเจ้าของจะ

เสียการควบคุมพลัดตกลงไปกองอย่างเสียเชิง

 

ตูม!

 

อาจเพราะโชคเข้าข้างหรือเพราะไหวพริบของมังกรหนุ่มแห่งซออุลที่พอตกจากหลังอาชาก็รีบลุกขึ้น ก่อนถอยหนี

ออกจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด จึงทำให้ร่างอาชาคู่ใจแหลกสลายไม่มีชิ้นดี ขณะตัวเขาเองถูกแรงระเบิดเหวี่ยง

ไกลออกมาอยู่พอควร แล้วทุกสรรพสิ่งก็หยุดนิ่งลงไปชั่วขณะหนึ่งจนเมื่อเขาสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ได้

รับการคุ้มครองจากทหารกล้าใต้บัญชาเช่นนี้แล้ว

 

ชั่วช้า

ต่ำทราม

สารเลว!

 

ไม่อาจสรรหาคำใดมานิยามความเป็นฮันเกิงอย่างเหมาะสม และที่น่าเจ็บใจไปมากกว่านั้นคือเขาพลาดท่าเสียที

ต่อเล่ห์เหลี่ยมนี้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อพยายามขยับกายและจับดาบอีกครั้งความปวดร้าวก็แล่นเข้าเล่นงาน

จนหมดสภาพกันเลยทีเดียว

 

หากฮันเกิงหวังเอาศีรษะก็ทำได้โดยง่าย

 

“มังกรผู้งามสง่าหายไปไหน เหตุใดจึงเห็นแต่เพียงลูกสุนัขไร้เขี้ยวเล็บเท่านั้น?”

ใช้เวลาตั้งสติไม่นาน ท่ามกลางความวุ่นวายรอบด้านก็ปรากฏเสียงหัวเราะเย้ยหยันของศัตรูพร้อมฮันเกิงที่ปรากฏ

กายขึ้นมาอีกครั้ง หลังประสบผลสำเร็จต่อแผนการที่วางไว้จนน่าพอใจ แม้ปรารถนาให้แรงระเบิดพรากเอา

วิญญาณของชองยุนโฮออกจากร่างไปด้วยก็ตาม ทว่าผลลัพธ์ที่ทำให้บุรุษผู้เย่อหยิ่งตรงหน้ากลายเป็นมังกรไร้

เขี้ยวเล็บก็น่าพึงใจไม่น้อย

“จัดการกันลิ่วล้อรอบกายชองยุนโฮออกไปให้หมด ส่วนรัชทายาทซออุลผู้นี้ข้าจัดการเอง” ไม่สมควรปล่อยเวลา

ให้ยืดเยื้อไปมากกว่านี้ เพราะฮันเกิงได้บัญชาให้เหล่าทหารที่เฝ้าติดตามข้างกายออกไปกำจัดทหารผู้ภักดีซึ่ง

กำลังทำตนเป็นปราการแกร่งปกป้องนายเหนือหัวเอาไว้ทันที

“ป้องกันชอลลาไว้ให้มั่น ส่วนฮันเกิงปล่อยให้ข้าปิดหนี้แค้นด้วยตัวเอง!” แม้สภาพร่างกายไม่อำนวยให้วางตน

เป็นที่พึ่งของใครมากนัก ทว่าชองยุนโฮยังมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าอย่างหาตัวจับยาก “ให้รู้เอาไว้ว่าแม้

กายข้าอาบเลือด เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะข้าได้!”

“ฮ่าๆๆ หากคิดว่าตัวเองกล้าแกร่งแม้สภาพดูไม่ได้เช่นนี้ ก็รับคมดาบข้าให้ได้เกินหนึ่งกระบวนท่าเถิด”

 

ฟึบ!

 

ฮันเกิงกลับไม่ได้กระโจนลงจากหลังอาชาแล้วมาต่อสู้กันตัวต่อตัว หากแต่ยังนั่งสง่าอยู่บนนั้นพร้อมควบทะยาน

เข้าใส่เป้าหมายที่เสียเปรียบกว่าอย่างรวดเร็วและรุนแรง หวังให้การจู่โจมนี้สามารถฟันปลิดขั้วหัวใจอีกฝ่ายลงใน

พริบตาเดียว

 

ฟับ!

 

ทว่ามังกรหนุ่มแห่งซออุลหาได้กลายเป็นลูกสุนัขตัวน้อยแม้ถูกพยัคฆ์ร้ายลอบกัดจนบอบช้ำอย่างสุดแสน เพราะ

มังกรยังสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วพอสำหรับหลีกหนีการโจมตีจากบุรุษบนหลังอาชา พร้อมกันนั้นยังตวัด

ดาบเข้าใส่หมายจัดการให้เจ้าอาชาหยุดการเคลื่อนไหว แม้คราแรกจะพลาดเป้าหากแต่เมื่อฮันเกิงบังคับอาชาให้

หันกลับมาวิ่งเข้าใส่อีกครั้ง ชองยุนโฮก็กำจัดขาคู่หน้าของมันได้ข้างหนึ่ง

 

ฟุบ!

 

อาชาเคราะห์ร้ายส่งเสียงหวีดร้องก่อนล้มลงไปกับพื้นอย่างสิ้นฤทธิ์ โดยในคราเดียวกันนั้นยังสะบัดเอาฮันเกิง

ตกลงจากหลังอย่างหมดสภาพเช่นกัน แน่นอนว่ามังกรหนุ่มใช้โอกาสงามพุ่งเข้าใส่เป้าหมายหวังกำราบพยัคฆ์จีน

ให้สงบนิ่งลงได้

ฮันเกิงที่พร้อมกว่าทางด้านร่างกายสามารถพลิกตัวหนีจากคมดาบ ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนพร้อมหันมาตวัดดาบพาด

ผ่านแผ่นหลังแข็งแกร่งของชองยุนโฮจนสร้างแผลฉกรรจ์ได้อีกหนึ่งแผล

 

ฟุบ!

 

เข่าด้านซ้ายยันลงไปบนพื้นพร้อมกับต้องใช้ปลายดาบของมือข้างขวาปักยึดไว้กับผืนดินเพื่อไม่ให้ล้มลงทั้งกาย

แม้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทว่าชองยุนโฮกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่มากขึ้นแม้แต่น้อย เนื่องจากทั่วทั้งร่างกำลัง

ถูกความเจ็บพุ่งเข้าใส่โดยพร้อมเพรียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากให้บอกว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปบ้างคงเป็นกลิ่น

คาวโลหิตที่ลอยแตะจมูกชัดเจนขึ้นทุกขณะนั่นเอง

 

เขาเสียเลือดมากขึ้นทุกที

 

“ยอมแพ้เสียเถิด เจ้าไม่มีวันปกป้องดวงใจอันสูงค่าไว้ได้หรอก” ฮันเกิงแสยะยิ้มอย่างเป็นต่อ พร้อมในใจฮึกเหิม

สัมพันธ์กับร่างกายซึ่งโจนทะยานถึงชัยชนะอันหอมหวานที่ลอยเข้ามาให้เชยชมในอีกไม่ช้า

ซออุล ชอลลาและหงส์งามที่มังกรหนุ่มเฝ้าทุ่มเทปกป้องไว้ด้วยชีวิต ท้ายที่สุดต้องหลุดลอยมาอยู่ในกำมือของ

รัชทายาทแห่งบัลลังก์มังกรอยู่ดี

 

ความรักนำมาซึ่งความสูญเปล่า

 

“ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก!”

 

ฟึบ!

 

ในดวงเนตรของชองยุนโฮสังเกตเห็นผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิดคนหนึ่ง และนั่นกลับทำให้เขามีพลังฮึกเหิมพุ่งขึ้นมา

อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจแล้วว่าการทุ่มเทต่อสู้ในครานี้ย่อมนำผลลัพธ์เกินความคาดหมายมาไว้ในมือเป็นแน่ จึงเข้า

โรมรันฟาดฟันใส่ฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนหลายกระบวนท่าเพื่อให้ฮันเกิงมัวแต่พะวงอยู่กับการตั้งรับจนไม่อาจ

สังเกตเห็นบุคคลที่สามได้

 

ผลัก!

 

เพลงดาบฉบับนักรบซออุลยังทรงอานุภาพและเปี่ยมทักษะเหนือกว่าแคว้นใดในแผ่นดินเสมอ ชองยุนโฮใช้โอกา

สที่ฮันเกิงกำลังยกดาบขึ้นยันคมดาบจากเขาที่ฟาดลงมากลางศีรษะ ยกขาถีบเข้าไปบนหน้าท้องแกร่งจนต่าง

กระเด็นล้มลงไปคนละทิศทาง

ฮันเกิงยันกายลุกขึ้นมาได้ก่อนเนื่องจากมีกำลังวังชาสมบูรณ์กว่า ในขณะที่ชองยุนโฮไม่อาจฟื้นกำลังลุกขึ้นมา

ต่อกรได้อีกต่อไปแล้ว จังหวะช่างเหมาะสมต่อการกำราบมังกรพยศตนนี้ให้ศีโรราบแทบเท้ายิ่งนัก

 

เฟี้ยว!

 

ฉึก!

 

“อึก!...”

ไม่มีชัยชนะใดได้มาโดยง่าย เมื่อเรียวขาแกร่งที่กำลังก้าวเข้าหาชองยุนโฮเพื่อหมายเอาชีวิตนั้น กลับทรุดฮวบลง

กับผืนดินพร้อมความเจ็บปวดเล่นงานจนไม่สามารถยันกายลุกขึ้นมาได้อีก

ฮันเกิงถูกลูกธนูไม่ทราบที่มายิงเข้าใส่จนหมดฤทธิ์ไปชั่วขณะ ในยามกำลังตื่นตกใจต่อสิ่งไม่คาดฝันนั้น ดวงเนตร

ทั้งคู่ต้องเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าชองยุนโฮที่เคยหมดฤทธิ์ไปแล้วได้ยันกายลุกขึ้น พร้อมก้าวเดินเข้ามาหาอย่างมาด

มั่นต่อการยุติสงครามโหดร้ายครั้งนี้เสียที

“คนอย่างข้าไม่ยอมก้มหัวให้สุนัขเช่นเจ้า!”

“ข้าไม่!...”

 

ฉับ!

 

สุรเสียงที่กำลังเปล่งออกมาจากริมฝีปากของฮันเกิงมีเหตุให้เงียบลงทันที เมื่อประกายคมกริบของดาบซออุลตัด

ฉับผ่านลำคอเชิดตรงในคราเดียว

 

ตุบ!

 

ศีรษะกับส่วนของร่างกายของบุคคลที่ไม่เคยพอใจในอำนาจ ถูกตัดแยกออกจากกันก่อนที่มันจะตกลงไปนอนแน่

นิ่งอยู่บนพื้นดินซึ่งถูกโลหิตสีแดงฉานอาบไว้ ราวกับเป็นรอยจารึกว่าสถานที่แห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของความแค้นและ

ความโศกเศร้าทุกอย่างที่พัดผ่านเข้ามา

 

ฮันเกิงถูกกำราบลง ณ ดินแดนชอลลาแห่งนี้

 

ฟุบ!

 

ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่พยายามรวบรวมขึ้นมาต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี บัดนี้มลายหายไปจนสิ้นนั่นจึงส่งผลให้มังกร

หนุ่มแห่งซออุลล้มลงไปกองอยู่ไม่ห่างจากร่างของฮันเกิงผู้สิ้นฤทธิ์ เพราะสุดท้ายแล้วความห่วงหาและเป็นกังวล

เกี่ยวกับความปลอดภัยของคนบริสุทธิ์ทั้งแผ่นดินก็ได้รับการคลี่คลาย

 

เขาทำสำเร็จ!

 

ก่อนทุกสรรพเสียงและทุกภาพดับมืด พร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ดับสูญ ชองยุนโฮยังคงจดจำภาพที่เขามองออก

ไปแล้วเห็นปาร์กยูชอนผู้เป็นเจ้าของลูกธนูที่พุ่งมาช่วยชีวิตเขาไว้ดอกนั้น กำลังสิ้นเรี่ยวแรงพร้อมพลัดตกจาก

หลังอาชาเช่นกัน

 

เขาทั้งสองจะได้ตื่นมากล่าวคำขอบคุณต่อกันหรือไม่?

 

ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ เมื่อสุดท้ายความมืดมิดแล่นเข้ามาครอบงำบุรุษนักรบผู้เก่งกล้าทั้งสองไว้อย่างทรง

อานุภาพ

“รัชทายาทฮันเกิงสิ้นพระชนม์แล้ว!”

“เราชนะ! ซออุลชนะ!”

“เฮ้!...” แม้แต่เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของผู้ชนะอย่างกึกก้อง

 

ไม่อาจได้ยิน

 

Amour

 

ยามท้องฟ้าบนเนินเขาลูกที่อยู่ไกลตากำลังมีสีแดงฉานแผ่กำจายออกรอบด้าน เนื่องจากพระอาทิตย์ดวงที่เพิ่ง

มองเห็นเมื่อครู่ได้ลาลับสายตาไปแล้วนั้น ข่าวชัยชนะของทัพซออุล ชอลลาและพันธมิตรได้ถูกป่าวประกาศไป

ทั่วทั้งแผ่นดิน นำมาซึ่งเสียงโห่ร้องยินดีและหยาดน้ำตาแห่งความเบาใจ ปรากฏความสุขสงบอันหอมหวนน่า

ครอบครอง จึงทำให้ราตรีอันยาวไกลนี้ทั่วทุกบ้านจัดงานเฉลิมฉลองดื่มกินกันอย่างหมดกังวล

ฝ่ายทหารใต้บัญชาของทัพจีนและพันธมิตรที่พ่ายแพ้สิ้นท่า ยังต้องถูกควบคุมตัวไว้ภายใต้การนำของรองแม่ทัพ

จากทั้งซออุลและชอลลาจนกว่าเชลยศึกจะถูกขึ้นทะเบียน พร้อมคุมตัวส่งคืนบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อใช้ชีวิตเป็น

แคว้นเมืองขึ้นของผู้ชนะตราบชั่วชีวิต

ได้ยินมาว่าทันทีที่ข่าวการสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทและพระธิดาสุดรักเดินทางไปถึงราชสำนักจีน กษัตริย์ฉีผู้เป็น

พระบิดาที่กำลังมีชีวิตรอคอยชัยชนะจากองค์ชายฮันเกิงก็มีอันต้องพานพบกับความผิดหวัง ผนวกความโศกา

อาดูรจากการสูญเสียจึงทรงประชวรหนักจนไม่อาจออกว่าราชการได้ดังเดิม อีกทั้งหมอหลวงยังทูลถวายว่าพระ

อาการยากเกินกว่าจะรักษาให้ดีขึ้นในเร็ววัน นั่นจึงส่งผลให้องค์รัชทายาทคิมจุนโฮแห่งชอลลาจำต้องประทับอยู่

ในราชสำนักจีนเพื่อควบคุมบัญชาให้บ้านเมืองเชลยคงอยู่ในความสงบเป็นเวลาหลายวันเลยทีเดียว

ถือเป็นความจริงของโลกที่ผู้แพ้ต้องเผชิญกับความผิดหวังและเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา หากแต่ก็ยังมีอีกหลาย

ชีวิตไม่อาจทำความเข้าใจและให้คำตอบแก่ความสงสัยที่บังเกิดขึ้นได้ ว่าเพราะเหตุใดฝ่ายของผู้กำชัยชนะและ

นำความสุขสงบมาสู่แผ่นดินทอง ถึงต้องเผชิญความทุกข์ตรมไม่แตกต่างไปจากกัน

 

ทำไม?

 

คิมแจจุงเฝ้าทูลถามต่อสวรรค์เบื้องบนหรือแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในแผ่นดิน ตลอดเวลาที่ยืนมองภาพการ

เคลื่อนย้ายพระวรกายล้ำค่าของชองยุนโฮเข้ามาในวังหลวงชอลลา พระบิดามีรับสั่งให้หมอหลวงเฝ้าดูอาการของ

บุรุษหนุ่มอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้นก็มีเหล่าผู้ช่วยรุมล้อมดูแลไม่ได้ขาด ช่างเป็นภาพที่วุ่นวายปั่นป่วนและ

สามารถทำให้คนเฝ้ารอไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ต่ออย่างสบายใจได้เลย

บรรยากาศอันหวานชื่นที่เคยจินตนาการไว้ก่อนหน้านี้ หากกองทัพซออุลและชอลลาสามารถกำชัยชนะกลับมา

ทันทีที่ขบวนทัพเดินทางผ่านเข้าประตูวังก็จะเห็นหงส์งามยืนรอพร้อมรอยยิ้มกระจ่างใสให้ชื่นใจ  แน่นอนว่าหาก

ชองยุนโฮกระโดดจากหลังอาชาแล้วเดินเข้ามาหาอ้อมกอดที่เปิดรับไว้แล้วนี้ คิมแจจุงจะกอดเขาไว้ให้แน่นพร้อม

กระซิบบอกคำว่ารักเพื่อเป็นรางวัลแด่ความเก่งกล้าที่ชองยุนโฮมี

 

ทว่าในความเป็นจริง

 

มังกรหนุ่มแห่งซออุลหาได้เปิดดวงเนตรทรงเสน่ห์ขึ้นมองมาอย่างมีความหมาย หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะก็ได้

เลือนหายไปพร้อมสงครามอันโหดร้ายเสียแล้ว ภาพความฝันหอมหวนทั้งมวลถูกทำลายลงไปอย่างโหดร้ายโดย

ไม่ทันได้ตั้งตัว และหงส์งามก็แน่ใจเหลือเกินว่าตนไม่อาจทำใจยอมรับภาพตรงหน้าได้แน่

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า?”

ลูกแก้วสีนิลมองร่างที่อาบไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์และโลหิตสีแดงฉาน ด้วยหัวใจที่แหลกสลายพร้อมเอาแต่พร่ำ

หาเหตุผลอย่างไม่เข้าใจเอาเสียเลย

 

ชองยุนโฮทำผิดอะไรนักหรือ?

 

สงครามครั้งนี้บังเกิดขึ้นเพราะความโลภและกระหายในอำนาจโดยไม่รู้จักพอของฮันเกิงแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ เหตุ

ใดมังกรหนุ่มผู้กล้าหาญเด็ดเดี่ยวและปฏิบัติทุกอย่างลงไปเพราะรักในความยุติธรรม ทั้งยังทุ่มเทความคิดความ

สามารถทุกอย่างเพื่อกระโดดลงสู้ในสนามรบ หวังปกป้องความสุขสงบของผืนแผ่นดินนี้ไว้ด้วยสองมือของเขา

เอง แล้วเหตุใดผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาจึงโหดร้ายและหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้

 

ช่างไม่ยุติธรรม!

 

“สัญญากับข้าแล้วไม่ใช่หรือ?”

สัญญาว่าจะนำชัยชนะกลับมาหาอย่างปลอดภัย ไม่เช่นนั้นข้าจะโกรธท่านไปชั่วชีวิต แล้วเหตุใดถึงได้ผิดคำ

สัญญาอย่างรุนแรงมากเหลือเกิน

“ตื่นขึ้นมานะ ฮึก! ท่านต้องตื่นขึ้นมาขอโทษข้าด้วย...”

หากไม่ตื่นมามองหน้ากันด้วยแววตาเปี่ยมความหมาย ไม่กกกอดข้าไว้ด้วยอ้อมแขนแสนอบอุ่นคู่นั้น และไม่

กระซิบคำหวานเลี่ยนจนโดนข้าทุบตีเพราะความเขินอายเหมือนดังท่านชอบปฏิบัติต่อข้าในวันวาน

 

ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?

 

Amour

 

หงส์งามบินออกจากบ้านตระกูลปาร์กกลับไปพำนักในวังหลวงสถานที่แสนคุ้นเคยเพื่อพบกับภาพอันน่าสะเทือน

ใจของมังกรหนุ่ม ในขณะที่คิมจุนซูยังคงรั้งกายอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ผละห่างไปไหน เมื่อแม่ทัพปาร์กผู้เก่งกล้า

หวนคืนสู่สถานที่ปลอดภัยด้วยร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์ไม่ต่างกัน องค์ชายน้อยจึงใช้โอกาสนี้อยู่เคียงข้างและ

เฝ้าดูแลคนเจ็บอย่างสุดความสามารถ เพื่อเยียวยาหัวใจไม่ให้ฟุ้งซ่านเพราะความชอกช้ำจากผลแห่งสงคราม

 

เจ็บกันหมดทุกฝ่าย

 

หากเทียบกับพระอาการของมังกรหนุ่มแล้วนั้น อาการของปาร์กยูชอนคงถือว่าไม่หนักหนาเท่า เนื่องจากตาม

ร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์อยู่เพียงจุดเดียวส่วนอวัยวะภายในหาได้รับผลกระทบร้ายแรง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่

ภายใต้การดูแลของท่านหมออย่างใกล้ชิด และคนเฝ้าดูก็ได้แต่รอคอยให้เจ้าของร่างสูงใหญ่ลืมตาตื่นขึ้นมาในเร็ว

วัน

ได้ยินมาว่าบาดแผลตรงหน้าท้อง เดิมทีก็ยากสมานกลับในเวลารวดเร็วอยู่แล้ว ปาร์กยูชอนจึงต้องพักรักษาตัวอยู่

ในป้อมปราการแห่งชอลลาหลังจากที่เอาชนะแม่ทัพฟู่เฉิงได้ ทว่าด้วยหัวใจที่แกร่งเกินกว่าข้อจำกัดของร่างกาย

จึงทำให้แม่ทัพหนุ่มไม่รีรอในการควบอาชาออกไปกลางสนามรบ เพื่อช่วยให้มังกรหนุ่มสามารถพลิกสถานการณ์

จากร้ายกลายเป็นดีขึ้นมาเอาชนะเหนือทัพจีนทั้งปวงอย่างไร้ข้อกังขา สุดท้ายบาดแผลจึงฉีกขาดและสูญเสีย

โลหิตมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้หมดสติไปนานเช่นนี้

 

สามารถคลายกังวลได้หรือไม่?

 

“ท่านลุงท่านป้า เข้านอนหรือยัง?” สุรเสียงหวานล้ำรับสั่งถามสตรีรับใช้ที่ยกสำรับอาหารเข้ามาถวายถึงในห้อง

นายท่านและนายหญิงสกุลปาร์กร้องไห้และเป็นกังวลใจต่ออาการของบุตรชายจนไม่เป็นอันกินอันนอนจึงทำให้

พลอยเป็นห่วงไปด้วย คิมจุนซูจึงรับหน้าที่จัดการความเรียบร้อยทุกอย่างในบ้านโดยอัตโนมัติ

“หม่อมฉันชงชาให้จิบก่อนนอนตามรับสั่งขององค์ชาย ตอนนี้นายท่านกับนางหญิงจึงผ่อนคลายลงมากแล้ว

เพคะ”

“อืม...พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด ทางนี้ข้าดูแลเอง”

“แต่องค์ชายยังไม่ได้เสวยอะไรเลยนะเพคะ”

พวกนางเข้าใจดีถึงจิตใจอันร้อนรนขององค์ชายน้อยจนทำให้ไม่อยากรับรสอาหาร หรือแม้แต่อยากจิบน้ำแม้เพียง

หยดเดียว พวกนางห่วงมากเหลือเกินว่าหากคนตัวเล็กพาลล้มป่วยลงไปอีกคน บ้านสกุลปาร์กแห่งนี้จะมีใครคอย

กำกับดูแลได้เล่า

“ถ้าหิวข้าก็กินเอง พวกเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก” ปากบอกไปเช่นนี้หากแต่ก็รู้ดีว่าตนไม่มีจิตใจอยากรับประทาน

อะไรในช่วงนี้เป็นแน่ “ออกไปเถิด”

“เพคะ”

สุดท้ายเมื่อรู้ว่าไม่อาจหว่านล้อมให้คนใจแข็งยอมทำตามได้ พวกนางจึงยอมล่าถอยออกไปจากห้องพักท่าน

แม่ทัพแล้วปล่อยให้องค์ชายน้อยใช้เวลาอยู่เคียงข้างชายอันเป็นที่รักอย่างคุ้มค่ากับการจากลา

“ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว...”

ปลายน้ำเสียงถูกกลืนหายไปกับก้อนอะไรบางอย่างที่วิ่งขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอ พอถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพังก็

ทำให้องค์ชายน้อยผู้แสร้งทำตัวเข้มแข็งต้องหลั่งน้ำตาอย่างไม่อายใคร หวังเหลือเกินให้ความเจ็บปวดชอกช้ำที่

กำลังทำร้ายปาร์กยูชอนเปลี่ยนมาอยู่ในกายเขาแทน ไม่ปรารถนาให้อีกฝ่ายได้รับความทุกข์ใดๆ อีกต่อไป

“ได้โปรดตื่นมามองข้าเร็วๆ ด้วยเถิด”

มือเรียวบางโอบประคองเอามือเรียวยาวที่ไม่ขยับไหวของอีกฝ่ายขึ้นมาวางแนบดวงพักตร์ พร้อมส่งผ่านความรู้สึก

มากมายที่อัดแน่นอยู่ในใจให้แก่คนเจ็บที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ภาวนาร้องขอให้ในเร็ววันนี้ปาร์กยูชอนตื่นขึ้นมาพ่น

คำหวานบอกรักให้ชื่นใจดังเดิม

หากเป็นเช่นนั้นเขาจะไม่ผลักไส ไม่เอาแต่เขินอายแสร้งเก็บความรู้สึกอีกต่อไป แน่นอนว่าจะเป็นฝ่ายมอบความ

รักแก่บุรุษผู้นี้ให้สมกับที่ได้รับแต่เพียงฝ่ายเดียวเสมอมา

 

พอเถิด...

 

นับจากนี้ขอให้เลิกเจ็บปวดเพราะเอาแต่ปกป้องคิมจุนซูคนไม่เอาไหน เพราะเขาขอกกกอดหัวใจที่เปี่ยมล้นไป

ด้วยรักแท้นี้ด้วยสองแขนของตนเอง

 

เราสองจะไม่ทุกข์ตรมอีกต่อไป

 

Amour

 

ในความมืดมิดแห่งราตรีกาล

ข้ามองไม่เห็นแสงจันทร์

ไม่ชื่นชมแสงดาว

เพียงใบหน้าของท่านเท่านั้นแจ่มชัดแม้ไร้แสงสว่างใด

ข้าก้มหน้าร้องไห้พร้อมกอบกุมมือท่านไว้

ตรงนี้...

แนบชิดใจข้า

พลันหนึ่งคำถามก็หวนคืนมาอีกครา

ชิวิตจะมีค่าอันใด หากเราสองไม่ได้อยู่เคียงกัน?

 

Amour

 

Amour XXIX…coming soon^^

 

TALK : นั่นสินะ...

ชีวิตคงไร้ค่า หากสุดท้ายต้องพรากจากชั่วนิรันดร

: อาทิตย์หน้าไม่อยู่ค่ะ คงไม่ได้ลงตอนที่ 39 ให้

รออีกหนึ่งอาทิตย์แล้วกันเนอะ^^

สวัสดีปีใหม่ ขอให้เป็นปีที่ดีสุดๆ ไปเลยน้า >O<

เกลียดมากนะคะ^^

เปิดจองเล่ม 3-4 แล้วนะฮับ http://yunjaekick.exteen.com/20141212/amour-3-4

 

 

Comment

Comment:

Tweet