[Fic] Amour : Amour XXXVII (37)

posted on 26 Dec 2014 19:46 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

 

 

Amour XXXVII                                     

 

 

ชิมชางมินถูกปลุกให้ตื่นจากการพักผ่อนตั้งแต่แสงแรกแห่งวันยังไม่โผล่พ้นจากขอบฟ้า ไม่บ่อยนักหรอกที่เขาถูก

รบกวนเวลานอนโดยไร้เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นกับวังหลวงและคราวนี้เขาต้องกังวลใจเป็นหนักหนาว่า ณ สถาน

ที่รโหฐานใจกลางซออุลแห่งนั้นกำลังเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่

โดยไม่มีเวลาให้สงสัยใคร่รู้มากนัก แม่ทัพหนุ่มจึงใช้เวลาเตรียมตัวให้เรียบร้อยเพียงชั่วครู่ก็สามารถพาตัวเองตรง

ดิ่งเข้าวังได้อย่างทันใจ ทว่าเขากลับไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าเฝ้าพระราชาแต่ผู้รายงานเรื่องได้นำเขาตรงไปยังคุก

หลวงสถานที่คุมขังนักโทษสำคัญมากมายเอาไว้แทน

หากเป็นเช่นนี้คงสามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ง่ายว่าพอชิมชางมินเหยียบเข้าไปถึงในคุกหลวง เชลยศึกจากเมือง

จีนคงหายสาบสูญเพราะถูกลักพาตัวออกไปแล้ว สาเหตุที่นางไม่เดือดเนื้อร้อนใจอีกทั้งยังวางท่าทางสงบนิ่งแม้

กำลังถูกจองจำ คงเพราะนางได้วางแผนไว้แต่แรกว่าจะมีพวกพ้องมาชิงตัวภายหลังเป็นแน่

 

อาจเป็นเรื่องนี้

 

ชิมชางมินไม่ปฏิเสธว่าในใจของเขากำลังปรารถนาให้เหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่คิด เพราะถึงแม้ฮันชิง

จะถูกชิงตัวไปแล้วจริงๆ แต่เสือที่ไร้เขี้ยวเล็บอย่างกษัตริย์ฉีก็ไม่อาจมีสิ่งใดมาต่อกรกับซออุลได้อีก เพราะเขา

แน่ใจเหลือเกินว่ารัชทายาทจุนโฮได้ควบคุมพร้อมวางรากฐานการปกครองใหม่แก่จีนอย่างไร้ช่องโหว่  ดังนั้นการ

ที่นางสามารถบินหนีออกไปจากซออุลจึงไม่มิสิ่งใดให้กังวล อย่างน้อยนางก็ได้ชดใช้ในความหยิ่งทะนงและไม่รู้

จักพอไปจนหมดแล้ว

 

เขาไม่ต้องการให้นางรับผิดชอบสิ่งใดอีก

ทว่า...

 

“นางไม่หายใจแล้วขอรับ ท่านแม่ทัพ!”

 

ความจริงโหดร้ายยิ่งกว่านั้น

 

เมื่อชิมชางมินได้พบเพียงร่างไร้วิญญาณขององค์หญิงฮันชิงผู้งดงาม นางนอนหลับตาแน่นิ่งอยู่บนกองฟางที่

ปกคลุมพื้นคุกหลวงอันเย็นเฉียบเอาไว้ ดวงพักตร์ที่มักเชิดตรงพร้อมมองตอบเขาราวกับเหนือกว่าทุกสิ่ง บัดนี้

สงบนิ่งคล้ายไม่ทุกข์ ไม่สุขและไม่รับรู้ความเป็นไปใดๆ อีก ข้างกายของนางนอกจากมีท่านหมอคอยให้การ

วินิจฉัยแล้ว ยังพบว่ามีผ้าผืนยาวสีขาวหม่นเช่นเดียวกับอาภรณ์ที่นางสวมใส่วางอยู่ใกล้กัน

เจ้าของดวงตาคมกริบมองสำรวจไปทั่วร่างของนางเพื่อหาความผิดปกติที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ สุดท้ายก็ต้อง

หยุดมองอยู่ตรงลำคอขาวซีดที่ปรากฏรอยเขียวคล้ำรัดรึงไว้อย่างไม่น่ามอง

 

เหตุใดนางจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย?

 

องค์หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งแผ่นดินมังกร แม้ถูกจองจำไว้ในฐานะเชลยศึกก็ไม่เคยแสดงออกถึงความยอมศิโรราบแม้

สักครั้ง ต่อให้นางมีอาการคล้ายคนเสียสติไปบ้างทว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คนหนึ่งคนสามารถลงมือปลิดชีพตัว

เองลงได้

“คนสุดท้ายที่มาเข้าเฝ้านางเป็นใคร?” เมื่อสุดท้ายยังมืดแปดด้านสำหรับคำตอบจึงต้องเริ่มสืบจากความเป็นไปได้

ในอันดับต้นๆ เนื่องจากองค์หญิงฮันชิงตั้งใจปลิดชีพตนเองโดยใช้สายรัดเอวมารัดคอ หาได้ถูกลอบวางยาพิษ

หรือคมกระบี่ทำร้ายไม่

“อ่ะ...เอ่อ...เป็น...” ยิ่งคนถูกถามมีอาการกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด ก็ปักใจเชื่อได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้แม้

ไม่ใช่การฆาตกรรม แต่ย่อมมีเหตุจูงใจให้กระทำลงไปเช่นนั้น “องค์หญิงลงมือเองจริงๆ หาได้ถูกทำร้ายขอรับ”

“ใคร?”

“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยบอกไม่ได้จริงๆ ขอรับ!”

“เช่นนั้นเจ้าก็รับโทษเพียงผู้เดียวแล้วกัน”

“คือ...คือท่านหญิงจินอาขอรับ”

เจ้าของร่างสูงโปร่งถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมหลับตาลงอย่างครุ่นคิด ทว่าท่าทางของชิมชา

งมินกลับไม่ได้ตื่นตระหนกยามได้ยินนามอิมจินอาหลุดออกจากปากนายทหารนั้นไม่ เขาทำเพียงแค่ยืนสงบนิ่ง

โดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก

“แต่ข้าน้อยยืนยันได้ว่าท่านหญิงเพียงมาเยี่ยมองค์หญิงฮันชิงเท่านั้น หาได้พกอาวุธหรือเปิดประตูห้องคุมขัง

เข้าไปขอรับ”

“คำพูดเป็นอาวุธชั้นดี ยิ่งกว่าคมดาบใดๆ”

ชิมชางมินยอมรับว่าด่วนตัดสินในตัวอิมจินอาเร็วเกินไป ทั้งที่ไร้หลักฐานชัดเจนแสดงให้เห็น ทว่าในอีกด้านหนึ่ง

ของนางที่เขาได้สัมผัสและทำความรู้จักมาแทบทั้งชีวิต สามารถยืนยันได้ดีว่าสตรีผู้มีใบหน้างดงามหาตัวจับยาก

นั้น ช่างมีวาจาและน้ำใจเชือดเฉือนคนฟังได้อย่างร้ายกาจ

จริงอยู่ที่นางหาได้มีวัตถุประสงค์หมายเอาชีวิตอีกฝ่าย หากแต่นางคงปรารถนาเอาคืนกิริยาท่าทางที่มักเหนือกว่า

ของฮันชิงในอดีต ดังนั้นนางจึงไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในขณะที่จิตใจของอีกฝ่ายกำลังบอบช้ำและฟุ้งซ่านอยู่กับความ

พ่ายแพ้ที่ไม่ทันตั้งรับ วาจาที่เปล่งออกไปนั้นได้ทำร้ายทำลายสติสัมปชัญญะให้ดับสูญลง

 

พร้อมกับลมหายใจ

 

“เหตุการณ์ครั้งนี้ข้าเป็นผู้รับผิดชอบรูปคดีทุกอย่าง ดังนั้นอย่าเอ่ยปากบอกใคร