[Fic] Amour : Amour XXXVI (36)

posted on 19 Dec 2014 16:09 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

Amour XXXVI

 

 

สองวันให้หลังนับจากฮันเกิงยกทัพบุกประชิดชอลลา ด้านวังหลวงซออุลได้มีการต้อนรับเหล่าทหารผู้กล้ากลับ

คืนสู่อ้อมอกอย่างสมเกียรติ แม่ทัพชิมชางมินนำขบวนทัพกลับเข้าวังหลวงมาพร้อมกับทัพพันธมิตรแห่งอุลซานที่

มีรัชทายาทจูอาอินบัญชาการอยู่ แม้จำนวนคนที่ร่วมออกทัพไปด้วยในคราแรกจะเหลือกลับมาในจำนวนที่ลดลง

อย่างเห็นได้ชัด หากแต่ภายใต้หยาดน้ำตาของคนในครอบครัวยังเปี่ยมไปด้วยร้อยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจที่อย่าง

น้อยบุตรชายหรือสามีของพวกเขาได้สละชีพเพื่อแผ่นดินอย่างกล้าหาญ เพียงเท่านี้ความสูญเสียและการจากลา

จึงไม่ใช่ความทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตอีกต่อไป

 

แว่วว่าสองจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่นำตัวเชลยศึกกลับมาด้วย

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้จำนวนผู้มารอรับขบวนทัพแน่นหนาขึ้นถนัดตา อาจเพราะความโกรธแค้นต่อศัตรูที่ทำให้

บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายและมีแต่ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ในมือของพวกเขาจึงพร้อมทั้งก้อนหิน ท่อนไม้หรือ

อาวุธที่สามารถทำร้ายคนให้บาดเจ็บเจียนตายได้ ด้วยหวังว่าพอกรงขังที่มีตัวเชลยศึกอยู่เคลื่อนผ่านมาจะได้รุม

ประชาทัณฑ์ให้สมกับความแค้นสุมแน่นเต็มอก

แด่การที่ต้องสูญเสียพระพันปี แด่การประชวรหนักของฝ่าบาท แด่องค์รัชทายาทที่ต้องสูญเสียพระคู่หมั้น และ

องค์ชายน้อยที่ถูกขับออกจากซออุลอย่างน่าสงสาร

 

ต้องเอาคืนอย่างสาสม!

 

หากแต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำตามความปรารถนา เมื่อขบวนทัพที่เดินทางกลับมานั้นนอกจาก

มีท่านแม่ทัพชิมกับองค์ชายอาอินงามสง่าบนหลังอาชา นำหน้าทหารกล้ากับผู้ได้รับบาดเจ็บกลับมาแล้วนั้น

กลายเป็นว่าองค์หญิงฮันชิงเชลยศึกที่สมควรถูกจองจำด้วยโซ่ตรวจแล้วถูกประณามหยามเหยียดอยู่ในกรงขัง

กลับได้รับการรับรองอยู่ในรถม้าแสนสบายอย่างมีเกียรติ

 

แม่ทัพชิมเป็นสุภาพบุรุษเกินไปหรือไม่?

 

คำครหาเหล่านี้ใช่ว่าคนที่ยังควบอาชาแกร่งมุ่งหน้าเข้าประตูวังหลวงจะไม่ได้ยินหรือไม่ใส่ใจ หากแต่ชิมชางมิน

ไม่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้คือการสร้างภาพเป็นบุรุษจิตใจสูงส่งตรงไหน เพราะเขาได้ปรึกษาหารือกับองค์ชายอา

อินถึงวิธีนำตัวองค์หญิงกลับมาคุมขังที่ซออุล ล้วนมีความเห็นตรงกันว่าไม่สมควรปล่อยให้นางซึ่งกำลังบอบช้ำ

ทางจิตใจจนแทบบ้า ต้องถูกชาวบ้านรุมทำร้ายอย่างน่าเวทนาอีก ถึงแม้ก่อนหน้านี้หรือตอนนี้เองนางมีจิตริษยา

และโกรธแค้นพวกเขามากเพียงใด สุดท้ายการให้นางรอคอยอยู่ในคุกหลวงซออุลเพื่อฟังข่าวความพ่ายแพ้ของ

ฮันเกิงในอนาคต คงเป็นบทลงโทษขั้นแรกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

เมื่อขบวนเดินทางก้าวสู่เขตวังหลวงอย่างแท้จริง จึงทำให้เสียงสบถด่าเชลยศึกจากจีนถูกความเงียบกลืนหายไว้

หลังประตูวัง พร้อมปรากฏขบวนต้อนรับการกลับบ้านจากเหล่าขุนนางน้อยใหญ่รวมถึงข้าทาสบริวารทั้งหลาย

อย่างอบอุ่น เสียงโห่ร้องสรรเสริญนักรบผู้กล้าดังกระหึ่มไม่ขาดสาย ส่งผลให้ความเหนื่อยล้าถูกบรรเทาลงจน

กลายเป็นรอยยิ้มเปี่ยมสุข ชิมชางมินและจูอาอินควบคุมตัวฮันชิงตรงไปเข้าเฝ้าพระราชาที่กำลังรอคอยอยู่ในท้อง

พระโรงหลวง โดยปล่อยให้เหล่าทหารใต้บัญชาได้พักผ่อนและดื่มกินอย่างมีความสุข

พระตำหนักคยองกุนยังคงความสงบราวกับบุรุษเงียบขรึมไว้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เล็กจนโตชิมชางมินวิ่งเข้า

ออกตำหนักกลางราวกับเป็นบ้านหลังที่สองจนรู้สึกคุ้นใจไปเสียทุกส่วน หลายคนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท

หรือแม้แต่ยามประชุมราชการกับพระราชามักมีความตื่นกลัวต่อการนั่งอยู่ในที่แห่งนี้ ทว่าสำหรับชิมชางมินแล้วไม่

ว่าต้องเดินทางไปต่างถิ่นนานหลายวันมากเพียงใดก็ยังโหยหาการกลับสู่สถานที่ของนายเหนือหัวอยู่เสมอ

ไม่ผิดจากที่คิดเมื่อพระเจ้ายุนจงประทับรออยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างสง่างามพร้อมแย้มพระสรวลให้ผู้กล้าอย่างเป็น

กันเอง และยังคงเป็นพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เพราะแม้องค์หญิงฮันชิงศัตรูตัวร้ายถูกคุมตัวเข้ามาก

ลางท้องพระโรงหลวงโดยไม่ยอมคุกเข่ายอมจำนนทั้งยังเชิดดวงพักตร์ใส่อย่างทะนงตน พระราชากลับไม่ได้มี

โทสะหรือแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดเลยแม้แต่น้อย

 

ตรงกันข้ามกลับทอดพระเนตรตอบอย่างมีเมตตา

 

“แม่ทัพชิมทำความดีความชอบใหญ่หลวงนัก ข้ายินดีที่เห็นพวกเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”

“ศึกครั้งนี้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอุลซานและชอลลา กระหม่อมคงแย่ไปแล้วเช่นกัน” ต่อให้เป็นแม่ทัพ

ใหญ่ผู้บัญชาการรบทุกขั้นตอน ทว่าชิมชางมินก็รู้สึกขอบคุณบรรดามิตรแท้ที่ไม่เคยทอดทิ้งกันในยามลำบาก คำ

สรรเสริญทั้งหมดสมควรได้รับส่วนแบ่งที่เท่าเทียมกันอย่างไม่มีข้อสงสัย

“ลำบากรัชทายาทอันดับสองแห่งอุลซานจริงๆ ข้าซาบซึ้งในความกล้าหาญของเจ้ายิ่งนัก” พระราชารักเอ็นดูองค์

ชายอาอินเหมือนลูกหลานแท้ๆ เนื่องจากเป็นสหายกับเจ้าแห่งอุลซานมาอย่างยาวนาน ศึกครั้งนี้ใช่ว่าพระองค์จะ

เฝ้ารออยู่ข้างหลังอย่างวางใจไปเสียทุกเรื่อง เพราะต้องคอยห่วงความปลอดภัยของเหล่าโอรสในสหายรักที่

ทุ่มเทชีวิตปกป้องซออุลโดยไร้ความขลาด

“เสด็จพ่อรวมถึงชาวอุลซานทุกคนเต็มใจยืนเคียงข้างซออุลทั้งในยามทุกข์และสุขพะย่ะค่ะ” แม้อ่อนล้าจากการ

ต่อสู้มาหลายวัน ทว่าบนดวงพักตร์หล่อเหลายังปรากฏรอยยิ้มขี้เล่นให้คนมองได้อุ่นใจเสมอ “ส่วนเชลยศึกที่เรา

นำกลับมาด้วยนี้จะให้คุมขังไว้ที่ใด ฝ่าบาทโปรดตัดสินพระทัยเถิด”

“ไม่นึกว่าพอเจอกันอีกครากลับต้องกลายเป็นศัตรู ช่างน่าเสียดายองค์หญิงฮันชิงผู้อ่อนหวานคนนั้นเหลือเกิน”

พระเจ้ายุนจงตรัสกับสตรีที่ยืนเชิดดวงพักตร์อยู่ด้านหน้าอย่างพระทัยเย็น หากแต่องค์หญิงฮันชิงที่เอาแต่ปิดปาก

เงียบมาตลอดการเดินทางไม่ยอมสนทนาตอบ ราวกับว่าได้สูญเสียความสามารถในการพูดไปเสียสิ้น

“เจ้าไม่อยากพูดกับข้าก็ไม่เป็นไร แต่ซออุลคงให้การรับรองที่สุขสบายเหมือนก่อนไม่ได้ เพราะฐานะของเจ้าได้

เปลี่ยนไปแล้ว”

“ข้าคือองค์หญิงฮังชิงผู้สูงศักดิ์ของแผ่นดินจีน ไม่อาจมีสิ่งใดมาลบล้างได้!” สุรเสียงที่เคยฟังแล้วทั้งหวานและรื่น

หู บัดนี้กลับแหบแห้งและแข็งกร้าวได้เอ่ยประโยคแรกกับเจ้าแผ่นดินศัตรู โดยเปี่ยมไปด้วยทิฐิที่ไม่มีวันก้มหัวให้

ใครนอกจากพระบิดาของนาง

“เจ้าคือผู้แพ้ ยอมรับความจริงเสียเถิด”

“บทสรุปยังมาไม่ถึง แล้วแน่ใจได้อย่างไร?”

“นับแต่พวกเจ้าคิดเริ่มแผนการทั้งหมดนี้ ย่อมล่วงรู้บทสรุปอยู่แล้ว”

“หึ! น่าหัวเราะ” ดวงเนตรกลมโตจ้องนิ่งอยู่บนพระพักตร์ พร้อมเหยียดยิ้มราวกับคนเสียสติ

 

กำลังบอกว่าพวกนางแพ้แม้ยังไม่ได้เริ่มเช่นนั้นหรือ?

มั่นใจจนน่าขัน

 

“หากผลสุดท้ายเป็นศีรษะองค์รัชทายาทแห่งซออุลถูกส่งกลับมา...อย่าขาดใจตายแทบเท้าข้าแล้วกัน!”

“บังอาจ!” ขณะที่พระเจ้ายุนจงยังคงนิ่งสงบได้อย่างน่าประหลาด กลับเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งซออุลที่บันดาลโทสะ

เนื่องจากทนให้ใครหยามเกียรตินายเหนือหัวเช่นนี้ไม่ได้

“ปล่อยวางเถิดแม่ทัพชิม” เจ้าแผ่นดินปรามคนในปกครองอย่างพระทัยเย็น “นางน่าสงสารออกเช่นนี้”

ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในอำนาจ ทั้งที่พระบิดาของนางได้ปกครองแคว้นอันยิ่งใหญ่และไม่เคยตกอยู่ในอำนาจของใคร

แท้ๆ สุดท้ายสตรีผู้งดงามและสูงศักดิ์ต้องกลายเป็นคนเสียสติเพราะความไม่รู้จักพอ

“น่าสงสาร? เจ้าไม่คู่ควรมาสงสารข้า! ฮันชิง...คนอย่างฮันชิงไม่สมควรถูกคนอย่างเจ้าสงสาร!”

“คุมตัวนางไว้ในคุกหลวง รอจนกว่าข่าวจากชอลลามาถึง”

“พะย่ะค่ะ!”

ยามได้ทอดพระเนตรชิมชางมินคุมตัวสตรีผู้คลุ้มคลั่งออกไปจากท้องพระโรงอันรโหฐาน พระเจ้ายุนจงไม่แน่

พระทัยด้วยซ้ำว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีโอกาสเห็นองค์หญิงสูงศักดิ์จากแผ่นดินจีนประทับอยู่ในผืนดินซออุลหรือ

ไม่

 

ไม่แน่ใจจริงๆ

 

Amour

 

หลังจากนำตัวองค์หญิงฮันชิงไปคุมขังไว้ยังคุกหลวงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิมชางมินกับองค์ชายจูอาอินก็ถึงเวลา

แยกย้ายไปพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัวเสียที หนึ่งบุรุษตั้งหน้าตั้งตากลับเข้าตำหนักรับรองของแขกพิเศษอย่าง

เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ขณะที่อีกหนึ่งบุรุษมุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เรียกว่าบ้านอย่างต้องการใช้เวลาพักกายอยู่ใน

ความสงบหลังผ่านความวุ่นวายมายาวนาน

จวนท่านแม่ทัพใหญ่แห่งซออุลไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกที่จาก จนมาถึงวันนี้ที่หวนกลับ บ้านซึ่งมีไว้

ใช้เพียงพักผ่อนหาได้อบอุ่นมากเสียจนเขาโหยหาอยากกลับมาพักพิง บ้านที่ช่างเงียบ เย็นชา และไร้ชีวิตชีวานับ

แต่ใครบางคนได้จากไปไกลแสนไกล

หัวหน้าแม่บ้าน หัวหน้าพ่อบ้านรวมถึงบ่าวรับใช้ทุกคนล้วนจัดเตรียมอาหารการกินอย่างอิ่มหนำสำราญไว้ให้เหล่า

ทหารแห่งบ้านตระกูลชิมอย่างรู้งาน ทันทีที่ย่างเท้ากลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว ชิมชางมินก็

ปล่อยให้คนในปกครองทั้งหลายใช้เวลาดื่มกินให้พอใจ ส่วนตัวเองกลับแยกออกมายังห้องพักโดยไม่รู้สึกอยาก

อาหาร ไม่รู้สึกรื่นรมย์ต่อเสียงดนตรีใดแม้แต่น้อย

 

ราวกับหัวใจด้านชาไปหมดแล้ว

 

อาจเพราะเขายังมีห่วงต่อสถานการณ์สงครามด้านชอลลาที่มังกรหนุ่มกับปาร์กยูชอนกำลังเผชิญอยู่ จึงส่งผลให้

ไม่สามารถวางใจได้อย่างเต็มที่ หรืออาจเพราะโทสะที่มีต่อความอวดดีขององค์หญิงฮันชิงก่อนหน้านี้ยังไม่จาง

หาย หรือแท้จริงแล้วเป็นเพราะความเงียบที่เกาะกุมบ้านหลังนี้จนไร้ชีวิตชีวากำลังทำให้เขาไม่ชอบใจอย่างน่า

ประหลาด

 

ผลัก!

 

มือแกร่งผลักบานประตูห้องพักโดยปล่อยวางความฟุ้งซ่านทั้งหมดลงเสีย เพราะต่อให้คิดหาสาเหตุจนสมอง

ระเบิดมากเท่าใด สุดท้ายแล้วในตอนนี้เขาก็ต้องอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง

 

เดียวดายเสียจนเคยชิน

 

“กลับมาแล้วสินะ ข้ารอท่านตั้งนาน”

แปลกที่คราวนี้มีเสียงต้อนรับดังอยู่ภายในห้องอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แปลกที่พอร่างเจ้าของเสียงหวานหูนั้นมา

ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมส่งยิ้มหวานล้ำมาให้อย่างจริงใจ ก็ปรากฏว่าในหัวใจด้านชาเกิดกระตุกเกร็งโดยไม่ทันตั้งตัว

แปลกที่พอเขาเผลอส่งยิ้มตอบกลับไปอย่างดีใจ เพียงชั่วครู่ก็ต้องหุบยิ้มลงพร้อมความผิดหวังอย่างสุดแสน

“เป็นท่านหญิงจินอาหรอกหรือ...”

เสียงทุ้มทักทายสตรีผู้มารอต้อนรับอยู่นานด้วยคำพูดที่ฟังอย่างไรก็มีแต่ความผิดหวังเต็มเปี่ยม ชั่วขณะหนึ่งเขา

รู้สึกว่าสายตาพร่ามัวจนมองเห็นใบหน้าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใบหน้าของใครบางคนที่งดงามและขี้เล่น เป็นเพียง

วูบเดียวที่หัวใจเจ็บปวดเพราะถูกความคิดถึงทำร้ายอย่างไร้แรงต่อต้าน

 

หากกลับมาแล้วมีใครคนนั้นรอต้อนรับอยู่เช่นนี้...

ดีแค่ไหนกันเชียว?

 

“เป็นข้าแล้วอย่างไร? น้ำเสียงท่านคล้ายไม่ยินดีที่ได้พบข้าเสียอย่างนั้น” สตรีงดงามตรงหน้าหาได้บันดาลโทสะ

ตอบเหมือนตลอดเวลาที่รู้จักกัน ทว่านางกลับส่งยิ้มให้อย่างคาดเดาความหมายไม่ถูกพร้อมบรรจงรินน้ำชาหอม

กรุ่นให้แก่เจ้าของบ้านอย่างเอาใจ “หวังให้เป็นใครรอท่านอยู่ตรงนี้กันเล่า?”

“ข้าไม่ได้รอใครเป็นพิเศษ” เจ้าของร่างสูงกระแอมไอแก้ขัด ก่อนเดินไปนั่งลงยังโต๊ะน้ำชาพร้อมท่าทางนิ่งเฉย

เป็นปกติ “แค่ไม่คิดว่าท่านหญิงอยากกลับมาเหยียบที่นี่อีก”

ในครั้งนั้นที่อิมจินอาถูกเจ้าตัวป่วนเล่นงานเสียหมดท่า ซ้ำพอนางกลับไปหาที่พึ่งในวังหลวงอย่างพระพันปีและ

พระมเหสีก็ต้องพบความผิดหวัง เนื่องจากถูกรัชทายาทยุนโฮขัดความปรารถนาอย่างน่าเจ็บใจ ชิมชางมินจึงคาด

ไม่ถึงว่านางหายโกรธในเวลาอันรวดเร็วและมารอเขาถึงที่พักดังเช่นตอนนี้

“ข้าห่วงท่าน ข้าก็มา ไม่จำเป็นต้องรีรอให้มากความ” ท่านหญิงคนงามไม่รอถามความคิดเห็นของเจ้าบ้านก็

จัดแจงเรียกให้บ่าวรับใช้ยกสำรับอาหารเข้ามาบริการถึงที่ “ท่านคงไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเสียหลายวัน ข้าจึงได้

เข้าครัวเตรียมอาหารเหล่านี้ไว้ รีบกินตอนที่ยังร้อนเถิด”

กลิ่นอาหารเลิศรสลอยขึ้นมาแตะจมูกพร้อมยั่วยวนให้น้ำย่อยในกระเพาะเรียกหาอาหาร หากแต่ชิมชางมินกลับไร้

ความอยากลิ้มชิมรสแม้กำลังมีสาวงามคอยคีบชิ้นนั้นตักชิ้นนี้ให้อย่างเอาอกเอาใจก็ตาม

“ขอบคุณในน้ำใจของท่านหญิง แต่ข้าไม่หิวจริงๆ”

“ความจริงหากท่านอยากไล่ข้าไปเร็วๆ ควรรีบทานอาหารพวกนี้ให้หมด เพื่อข้าจะได้ไร้ข้ออ้างในการอยู่ต่อ”

“ทำเช่นนั้นเท่ากับให้ข้าหลอกตัวเองรวมถึงหลอกท่านด้วย”

“หึ!” มือบางที่กำตะเกียบไว้แน่นปรากฏอาการสั่นเล็กน้อย ก่อนที่นางจะวางมันลงกับที่อย่างหมดหนทางดื้อต่อ

“การหลอกให้ข้าดีใจแม้เพียงสักครั้ง เป็นเรื่องยากมากเลยหรือ?”

ชิมชางมินคนที่นางปักใจรัก บุรุษที่นางปรารถนาจะอยู่เคียงข้าง คอยอวยพรยามเขาออกรบว่าให้กลับบ้านมา

อย่างปลอดภัยและนางจะนั่งรอเขาอยู่ในห้องพร้อมเตรียมอาหารบำรุงไว้โดยเต็มใจ อิมจินอาผู้เย่อหยิ่งในตนเอง

แม้แสดงออกถึงความอ่อนหวานไม่เป็น ทว่านางก็จริงใจและไม่มีวันทรยศบุรุษอันเป็นที่รัก

 

เหตุใดจึงไม่เห็นใจนางบ้าง?

 

“ข้าไม่อาจทำร้ายท่านหญิงด้วยการหลอกลวง”

“แต่ความเฉยชาของท่านกำลังกรีดใจข้าจนแทบทนไม่ไหว”

“ขออภัยหากข้าทำให้ท่านหญิงรู้สึกเช่นนั้น”

“เอาเถิด...” สุดท้ายความเป็นสุภาพบุรุษของเขาก็สั่นคลอนหัวใจนางให้หวั่นไหวและไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานได้

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากจะโทษก็คงต้องโทษตัวนางเองที่ไม่เข้มแข็งต่อบุรุษผู้นี้มากพอ “วันนี้ข้าจะกลับไปก่อนก็ได้”

“ขออภัยอีกครั้งที่ข้าไม่สามารถให้การต้อนรับท่านหญิงได้เต็มที่ เพราะข้าเหนื่อยจากการเดินทางมากเหลือเกิน”

“ในเมื่อข้าตัดสินใจเดินหน้าและไม่มีวันถอยกลับ พรุ่งนี้ข้าก็จะมาอีก...จากนี้ไปท่านได้เห็นหน้าข้าทุกวันแน่” นาง

คิดทบทวนอย่างดีแล้ว ว่าขนาดปาร์กยูฮวานใช้วิธีตามตื้อจนทำให้ใจชายหวั่นไหว เหตุใดเวลานี้ที่ไร้เงาเจ้าเด็ก

นั่นคอยขัดขวางนางจะลองทำบ้างไม่ได้

 

เก่งศึกรบแต่ไม่อาจต้านเสน่ห์หญิงงาม

พ่ายมานักต่อนัก!

 

“ยามท่านเหนื่อยจนแทบเดินไม่ไหว ท่านจะมีข้าอยู่เคียงข้างตลอดเวลา ขณะที่ปาร์กยูฮวานไม่ได้ปรากฏตัวให้

ท่านชื่นใจแม้แต่น้อย เพราะเขาไม่ได้จริงใจต่อท่านเท่ากับที่ข้าเป็น...หวังว่าท่านแม่ทัพคงคิดได้ในสักวัน”

ชิมชางมินเหม่อมองตามเงาร่างอรชรของนางที่กำลังลับหายไปจากสายตาอย่างคนครุ่นคิดในบางเรื่อง กลิ่น

อาหารยังลอยคลุ้งอยู่ภายในห้องและแทนที่มือเรียวจะเลือกหยิบตะเกียบแล้วคีบอาหารเหล่านั้นเข้าปาก  หากแต่

มันกลับถูกวางอยู่กับที่ในสภาพไร้การแตะต้องใดๆ อย่างที่อิมจินอาวาดหวังไว้ ขณะเดียวกันมุมปากหยักลึกก็

ปรากฏรอยยิ้มเบาบางทว่าอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

 

ไม่เป็นไรหรอก

 

ต่อให้ไม่ได้พบสบตาในโลกแห่งความเป็นจริง แต่สามารถนอนหลับสบายพร้อมพบเจอกันในความฝันที่เป็นฝันดี

ยิ่งกว่าสิ่งใด

 

ก็เพียงพอแล้ว

 

Amour

 

ในดวงเนตรพยัคฆ์มองเห็นกลุ่มควันดำลอยคลุ้งอยู่ทั่วผืนฟ้าเบื้องหน้าอย่างชัดเจน เสียงโห่ร้องรวมถึงเสียงกรีด

ร้องของมนุษย์ดังก้องอยู่ในโสตประสาท พื้นดินไหวสะเทือนเพราะมีทั้งฝีเท้าม้าวิ่งไม่รู้ทิศทางเช่นเดียวกับฝีเท้า

มนุษย์จำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถจำแนกเสียงโลหะดังกระทบอย่างแข็งแกร่งได้ว่านั่นคือคมหอก

คมดาบหรือเสียงธนูเนื่องจากมีเสียงดินระเบิดถูกจุดขึ้นเป็นระยะ

ทุกสรรพเสียงแสดงให้เห็นว่าในที่สุดมังกรหนุ่มแห่งซออุลก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง ในยามที่ทัพจีน

กำลังเปิดศึกกับชอลลาอย่างเต็มรูปแบบแล้วนั่นเอง

มังกรหนุ่มควบอาชาซึ่งไร้เงาร่างบอบบางที่คอยนั่งอิงแอบแนบชิดเหมือนตลอดหลายวันที่ผ่านมาให้หยุดรอบน

เนินเขาทำเลดีอย่างนิ่งสงบ ขณะทหารใต้บัญชากำลังแยกย้ายทำหน้าที่ไม่ว่าเป็นการตั้งค่ายที่พักอย่างรัดกุม

ตรวจสอบจำนวนและจัดเตรียมเสบียงอาหารให้เพียงพอตลอดการทำศึก ส่วนหน่วยลาดตระเวนต่างกระจายตัว

ออกสืบข้อมูลความเป็นไปในรัศมีใกล้ไกลจากจุดที่ตั้งทัพรอ ใช้เวลาเพียงไม่นานจึงได้รับข่าวแรกกลับมาให้ได้

ปรึกษาหารือและวางแผนการบุกโจมตีอย่างจริงจังเสียที

ทหารลาดตระเวนทูลรายงานว่าแม่ทัพปาร์กยูชอนแห่งชอลลา แบ่งกำลังออกเป็นหลายฝ่ายเพื่อเข้าโจมตีทัพฮัน

เกิงในยามอ่อนล้าจากการเดินทางก่อน ขณะนี้ทัพจีนยังมีศักยภาพแข็งแกร่งพอจะยันศัตรูไว้ได้โดยไม่มีทีท่าจะ

เพี้ยงพล้ำ ส่วนรัชทายาทฮันเกิงกลับไม่ได้แสดงตนนำทัพออกมาต่อกรปาร์กยูชอน แต่ส่งแม่ทัพใหญ่ฟู่เฉิงออก

มารับศึกแทน ขณะนี้การต่อสู้ระหว่างสองแม่ทัพใหญ่ทั้งสองยังดำเนินต่อไปโดยไม่อาจคาดเดาผลแพ้ชนะได้เลย

“ฮันเกิงคงเก็บแรงไว้รอสู้กับข้า” ชองยุนโฮหาได้แปลกใจต่อกลวิธีการรบที่คล้ายกับขลาดเขลาของอีกฝ่ายไม่

เนื่องจากชื่อเสียงของกัวฟู่เฉิงก็เป็นที่ประจักษ์ว่าเก่งกาจยากหาใครต่อกร ดังนั้นการถูกส่งออกเป็นด่านแรกเพื่อ

รับมือกับแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายศึกใดอย่างปาร์กยูชอนก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อทีเดียว “ขบวนเสด็จขององค์ชายแจจุงถึง

ไหนแล้ว?”

“ไร้แววกองกำลังใดซุ่มอยู่ตลอดเส้นทาง คาดว่าจะเข้าเขตเมืองในไม่ช้าพะย่ะค่ะ”

“ดี” ความห่วงที่แสนหนักอึ้งราวกับมีน้ำหนักเบาขึ้นมาครึ่งหนึ่ง จนทำให้หัวใจที่เป็นกังวลอยู่หลายด้านสามารถมี

สมาธิจดจ่ออยู่กับศึกชี้ชะตาตรงหน้าได้เต็มร้อย

สำหรับมังกรหนุ่มแล้วการจากลาครั้งนี้ถือเป็นเพียงการส่งหัวใจไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยเพียงชั่วคราว  เพราะ

หากเขาปรารถนาจะมีคนงามไว้ข้างกายตลอดกาลก็จำต้องจัดการกำราบราชสีห์ที่ผยองอย่างฮันเกิงให้สิ้นฤทธิ์ลง

ไปอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าหัวใจทุกดวงจะมีความสงบสุขดังวาดฝัน เนื่องจากฮันเกิงไม่มีวันปล่อยให้

พวกเขามีความสุขตราบเท่าที่ยังมีแรงกำลังเป็นแน่

“กระหม่อมคิดว่าไม่มีสิ่งใดต้องลังเลอีกแล้ว ซออุลควรยกทัพบุกช่วยชอลลาคืนนี้เลยพะย่ะค่ะ” เหล่าแม่ทัพผู้

กระหายอยากจบสงครามบทนี้มากพอกับนายเหนือหัว ล้วนมีความฮึกเหิมและพร้อมรบเคียงบ่าเคียงไหล่จอมทัพ

ของตนโดยไร้ความลังเล

“อืม” เมื่อคำนวณดูแล้วเห็นว่าการต่อสู้ระหว่างปาร์กยูชอนกับกัวฟู่เฉิงคงรู้ผลแพ้ชนะไม่เกินเช้าวันถัดไป  มังกร

หนุ่มก็คิดว่านี่เป็นจังหวะดีต่อการบุกประชิดทัพจีน เพื่อรับช่วงต่อจากทัพชอลลาที่กำลังอ่อนแรงลงเช่นกัน “เหล่า

แม่ทัพนายกองของข้าจงกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก เว้นแต่ฮันเกิงที่พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์แตะต้อง”

“น้อมรับบัญชาพะย่ะค่ะ!”

ในคืนนี้ต่อให้หนทางเบื้องหน้ามืดมิดและท้องฟ้าไร้แสงดาวจนน่ากลัวมากเพียงใด หากแต่ความแค้นและการเอา

คืนยังต้องดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางหวนกลับ เมื่อสุดท้ายฮันเกิงผู้คลั่งในอำนาจจนไม่รู้จักพอเรียกร้องอยากให้

มังกรแห่งซออุลพุ่งถลาลงมาจากฟากฟ้าเพื่อสั่งสอนให้รู้สำนึก

 

กรงเล