[Fic] Amour : Amour XXXV (35)

posted on 12 Dec 2014 13:07 by yunjaekick

Title: Amour

Author: YunJaeKick

Paring: YunJae, YooSu, MinRic, SongJoongKi x YooAhIn

Genre: AU, Period, Drama, Romance, Mpreg, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

NOTE: ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นฟิค “ชายรักชาย” และ “ผู้ชายท้องได้” ทุกอย่างจึงเป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ หากว่าคุณรับไม่ได้กรุณากด “ปิด”

ขอบคุณค่ะ

  

Amour XXXV

 

 

วังหลวงซออุลห่างหายจากบรรยากาศผ่อนคลายเป็นเวลานานจนเกินไป เนื่องด้วยสงครามในครั้งนี้คุกรุ่นไอแห่ง

ความเคียดแค้นชิงชังของศัตรูเกินกว่าจะเป็นเพียงการรบเพื่อแย่งชิงดินแดนปกติทั่วไป อีกทั้งพระเจ้ายุนจงยัง

ไม่มีโอกาสได้นำทัพหลวงออกสู้ศึกด้วยพระองค์เอง เนื่องจากพระพลานามัยยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์นัก  คงทำได้

เพียงสถิตเป็นเสาหลักควบคุมเหตุการณ์ในวังหลวงให้ปกติสุขเท่านั้น นับได้ว่าความหวังครั้งนี้จึงฝากไว้กับ

รัชทายาทหนุ่มผู้เกรียงไกรและแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่รวมถึงทัพพันธมิตรอันแข็งแกร่งนั่นเอง

 

สุดท้ายก็ไม่ผิดหวัง

 

ข่าวการกำชัยชนะเหนือดินแดนใต้อาณัติจีนของแม่ทัพชิมชางมิน ถูกส่งให้ชาววังซออุลรับรู้อย่างรวดเร็ว  นำพา

ความปลาบปลื้มยินดีและเบาใจไปได้หลายเปราะมาสู่ทุกผู้คน เพราะหมายความไปถึงว่าศึกรอบด้านของซออุล

กำลังถูกจัดระเบียบลงไปจนหมด แคว้นจีนก็สวามิภักดิ์ต่อรัชทายาทจุนโฮส่วนแคว้นใต้อาณัติอื่นๆ คงไม่กล้า

เสนอหน้ากระตุกหนวดเสืออย่างซออุลอีกต่อไป คงเหลือก็แต่เพียงชอลลาที่เงาดำมืดของสงครามกำลังคืบคลาน

เข้าหาไม่ลดละ

 

ก็ได้แต่ภาวนา

 

ภายในใจของพระมเหสีซูฮวาไม่เคยถูกชัยชนะใดบรรเทาความทุกข์ตรมอย่างที่แสร้งแสดงออกต่อหน้าคนอื่น ใน

ทุกวันนางได้แต่ภาวนาขอให้สวรรค์คุ้มครองชอลลาแคว้นที่เต็มไปด้วยบุคคลอันเป็นที่รักเอ็นดูของนางให้

แคล้วคลาดปลอดภัยทั่วทุกคน เพราะเมื่อสุดท้ายหากชอลลาชนะสงครามก็หมายความว่าพระโอรสอันเป็นที่รักยิ่ง

ของนางก็จะปลอดภัยด้วยเช่นกัน

 

รัชทายาทต้องปลอดภัย

 

คงปลอดภัย...

 

ฟุบ!

 

ร่างผอมบางไร้เรี่ยวแรงโงนเงนจะล้มลงทันทีที่คิดฟุ้งซ่านไปถึงพระโอรสต่างๆ นาๆ แต่ก่อนที่นางจะล้มลงไป

จริงๆ ก็มีลำแขนบอบบางคู่หนึ่งช่วยประคับประคองนางไว้อย่างหวังดี พระแม่ของแผ่นดินหาได้แปลกใจต่อการมา

เยือนของนางผู้นั้นไม่ เพราะนับตั้งแต่วังหลวงซออุลหลงเหลือเพียงความเงียบงัน ไร้เสียงหัวเราะของเจ้าตัวป่วน

ทั้งหลาย นางก็มีเพื่อนคุยคลายเหงาหลงเหลืออยู่คนเดียว

“ขอบใจมาก...จินอา”

ท่านหญิงจินอาอดีตว่าที่คู่หมั้นของชิมชางมินส่งยิ้มอ่อนหวานกลับไปให้หญิงสูงวัยอย่างนอบน้อมถ่อมตน  หลัง

จากนั้นจึงช่วยประคองพระวรกายล้ำค่าให้ประทับนั่งอย่างสบายตัวพร้อมถวายน้ำชาให้อย่างรู้งาน

“มาอยู่เป็นเพื่อนคนแก่ทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือ?”

“จินอาเต็มใจรับใช้พระมเหสีเพคะ” เจ้าของเสียงหวานทูลตอบพร้อมกับที่ฝ่ามือเรียวงามยังไม่หยุดนวดผ่อนคลาย

แด่สตรีสูงศักดิ์กว่า “พระมเหสีต้องหยุดกังวลเรื่องรัชทายาทบ้าง หากเครียดจนประชวรแล้วจินอามาดูแลไม่ทันจะ

ทำอย่างไรเล่าเพคะ?”

คำพูดที่คล้ายเป็นการตำหนิแต่ก็เจือความห่วงแสนห่วงไว้มากมายนั้นส่งผลให้พระมเหสีทั้งยิ้มและอุ่นไปถึงขั้น

หัวใจ บัดนี้ท่านหญิงจินอาผู้ที่เคยเชิดรั้น จองหองและไม่ยอมลงให้ใครกลับกลายเป็นสตรีอ่อนหวาน เพียบพร้อม

ทั้งวาจากิริยาจนนางอดเสียดายไม่ได้ว่าหากอิมจินอาปฏิบัติตนเช่นนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม แม่ทัพชิมชางมินคงไม่หมาง

เมินและการหมั้นหมายที่วาดหวังไว้คงเกิดขึ้นจริงๆ

 

ช่างน่าเสียดาย

 

“อีกไม่กี่วันแม่ทัพชิมคงนำตัวเชลยศึกกลับถึงวังหลวงเสียที เจ้ารอคอยการมาของเขามากสินะ”

“จินอาเฝ้ารอการกลับมาอย่างปลอดภัยของเขาทุกคืนวันเพคะ” ท้ายประโยคนั้นเจือไปด้วยเสียงสั่นเครืออย่าง

สังเกตได้ บนดวงพักตร์งามเฉิดฉันฉายแววเศร้าหมองออกมาเพียงชั่วครู่ก็เหือดหายไปโดยมีรอยยิ้มขึ้นมาบดบัง

“ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำตัวอ่อนหวานเอาใจ หากเขาเป็นอะไรไปจินอาคงรู้สึกเสียใจมากเหลือเกิน”

“เจ้าอยากแก้ไขอดีตใช่หรือไม่?” นางมองออกได้ดี ส่วนใหญ่แล้วความรักของพวกเด็กๆ มักฉาบฉวยไม่จีรังยั่งยืน

ทว่าไม่ใช่กับเด็กที่อยู่รอบกายของนางเหล่านี้ พวกเขาล้วนแต่มีหัวใจมั่นคงเด็ดเดี่ยวจนน่านับถือ

“จินอาไม่หวังได้ครอบครองหัวใจดวงนั้นหรอกเพคะ เพียงแต่ถ้าเขายอมเป็นสหายหรือยิ้มให้อย่างอ่อนโยนสัก

ครั้งก็มากเกินพอ”

“ข้าเอาใจช่วยเจ้าอยู่ห่างๆ แล้วกัน”

อิมจินอาตอบรับความหวังดีนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานไม่เปลี่ยนแปลง การกระทำที่เอื้อไปด้วยความเอ็นดูจากพระ

มเหสีซูฮวาส่งผลให้นางมีทั้งกำลังใจและมีความหวังล้นเปี่ยมอยู่เต็มอก ในความสิ้นหวังที่ชิมชางมินเคยมอบให้

แก่นางสุดท้ายกลับยังมีแสงสว่างรอคอยให้เดินเข้าไปหาอยู่เสมอ ช่วงเวลานับจากนี้ต่อไปหัวใจนางคงได้ยิ้มและ

หัวเราะอย่างที่ปรารถนามานานแสนนาน และคงเป็นรอยยิ้มรูปแบบเดียวกับที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าในเวลานี้

 

รอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาจุดประสงค์ได้เลย

 

Amour

 

กลิ่นอากาศบริสุทธิ์ในช่วงหลายวันมานี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งการอยากเอาชนะ จากเหล่าบุรุษเรือนหมื่น

เรือนแสนที่กำลังตั้งมั่นเผชิญหน้ากันอยู่ในเวลานี้ ปาร์กยูชอนยืนตระหง่านอยู่บนป้อมปราการสูงใหญ่พร้อมใช้

อุปกรณ์ช่วยมองระยะไกลสังเกตการณ์ข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างมีสติ รอบกายมีคนคอยรายงานความเคลื่อนไหว

ของศัตรูอยู่ไม่ห่าง ใครจะคาดคิดว่าทัพจีนสามารถฮ้อตะบึงมาได้เร็วทันใจ อีกทั้งยังเกลี้ยกล่อมชนเผ่าเร่ร่อนกับ

พวกโจรป่าระหว่างทางให้มาเป็นพวกได้อีกเหยียบห้าพันคน ส่งผลให้สถานะการเป็นฝ่ายตั้งรับไม่มั่นคงเอาเสีย

เลย

“ทางวังหลวงปกติดีหรือไม่?” มือแกร่งลดอุปกรณ์ช่วยมองลง พร้อมเอ่ยถามหน่วยลาดตระเวนอย่างไม่สงบสุข

เนื่องจากไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าคนเจ้าเล่ห์อย่างฮันเกิงจะงัดอุบายชั่วอันใดออกมาใช้ในศึกนี้บ้าง

“การคุ้มกันแน่นหนาไม่หละหลวม อีกทั้งไม่มีทางที่กองกำลังใดจะฝ่าทัพเราเข้าไปถึง...ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ”

“อืม” ต่อให้ปากบอกราวกำลังหมดห่วง หากแต่เพียงคิดไปถึงว่าในสถานที่รโหฐานแห่งนั้นมีเจ้าหัวใจ ผู้ให้ชีวิต

และนายเหนือหัวประทับอยู่โดยพร้อมเพรียง ข้างในอกก็ร้อนรุ่มไม่สงบเลยสักวันเดียว “ทัพหนุนจากซออุลเดิน

ทางถึงไหนแล้ว?” พอคิดถึงสองคนงามที่อยู่ในชอลลาก็อดพะวงไปถึงมังกรหนุ่มที่คงกำลังเร่งเดินทางตามมา

ติดๆ ไม่ได้

“กำลังไล่ตามทัพจีนมาไม่ห่าง ทว่าก็มีทหารจีนกลุ่มใหญ่รอโจมตีระหว่างทางเช่นกัน หากมัวรอก็คงไม่ทันการ

ขอรับ”

“ข้าคิดว่าองค์ชายฮันเกิงต้องส่งแม่ทัพใหญ่นำทัพออกมาก่อน เพราะเขาหวังได้จัดการกับรัชทายาทยุนโฮด้วยตัว

เอง”

สำหรับฮันเกิงคงมองแม่ทัพใหญ่แห่งชอลลาเป็นเพียงเสี้ยนหนามเล็กๆ ที่ส่งใครมาจัดการก็ได้ ในขณะเดียวกัน

กลับมองมังกรหนุ่มแห่งซออุลเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ที่ต่อให้พยายามเพียงใดก็ไม่สามารถโค่นล้มได้สักที และ

ศึกครั้งนี้คงเป็นสิ่งที่เขามั่นใจเหลือเกินว่าจะล้มชองยุนโฮได้ด้วยสองมือแกร่งคู่นั้น

“จากรูปการณ์แล้วทัพจีนกำลังเหนื่อยล้าจากการเดินทางอย่างมาก หากเราโจมตีก่อนก็คงเป็นเวลาเหมาะสมที

เดียว”

“ข้าก็เห็นเป็นเช่นนั้น” ความหวังเดียวในการช่วยทุ่นแรงให้ทัพหลวงซออุล คือการพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็นฝ่ายบุก

โจมตีศัตรูที่กำลังใจเข้มแข็งทว่าอ่อนกำลังเสียเอง “จงประกาศให้ทหารทุกคนเตรียมพร้อม คืนนี้เราจะล่าเด็ดหัว

ทัพฮันเกิงด้วยกัน!”

 

ตึง!

 

เสียงลั่นกลองศึกดังกระหึ่มตามสายลมข้ามฝั่งมาให้ได้ยินอย่างแจ่มชัด ส่งผลให้ขุนศึกที่กำลังเหนื่อยล้าจากการ

โหมเดินทางต้องพยายามบังคับตัวเองให้มีความกระตือรือร้นพร้อมรับศึกอยู่เสมอ เพราะถ้าหากแม่ทัพปาร์กผู้

เลื่องชื่อพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสก็เท่ากับว่าพวกเขาพาตัวเองมาสู่ความตายอย่างน่าเจ็บใจนั่นเอง

ถึงอย่างนั้นถ้ามองไปยังจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขา กลับไม่ได้พบเจออาการของคนมีเรื่องให้ตระหนก ไม่มี

เลยกับท่าทางร้อนรนหาวิธีป้องกันภัยจากศัตรู เพราะมองเห็นก็เพียงแต่ดวงพักตร์ที่ผ่อนคลายราวกับว่าการมา

เหยียบบนปลายจมูกชอลลาก่อนที่ทัพซออุลจะตามมาทันนั้นคือเป้าหมายสูงสุดแล้ว

 

คาดเดายากเหลือเกิน

 

“ปาร์กยูชอนต้องใช้ช่วงที่เราอ่อนล้าจากการเดินทางบุกโจมตีก่อนแน่พะย่ะค่ะ!” สุดท้ายก็เป็นฝ่ายแม่ทัพใหญ่

แห่งจีน ‘กัวฟู่เฉิง’ ที่อดรนทนไม่ไหวอยากให้นายเหนือหัวเลิกทำตัวนิ่งเฉยเสียที

“เจ้าตื่นตูมไปทำไม?”

“รับสั่งเช่นนี้แสดงว่าองค์ชายมีแผนการไว้แล้วหรือ?”

“จำเป็นต้องมีแผนการด้วยหรือ?” ฮันเกิงแค่