[Fic] SPELLS : Ch.03

posted on 02 Aug 2015 11:57 by yunjaekick

Title: SPELLS

Author: YunJaeKick

Main character: YunJae

Genre: AU, Period, Romantic, Yaoi

Rate: PG-13, NC-18

TALK : ฟิคเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น

 

 

Ch. 3 ~ คำอธิษฐาน ~

 

 

            เทศกาลลอยโคมประจำปีถือได้ว่ามีความสำคัญต่อศรัทธาของชาวเมืองเป็นอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่าการขอขมาแม่น้ำและผืนฟ้าด้วยโคมไฟอันงดงามหลากสีสันในคืนพระจันทร์เต็มดวงจะทำให้ตลอดทั้งปีไม่แล้งฝน ปลอดจากภัยพิบัติและทำสิ่งใดก็สำเร็จราบรื่นด้วยดี พระเจ้าแทจงทรงโปรดเทศกาลนี้เป็นพิเศษจึงมีรับสั่งให้ข้าราชการทุกส่วนภาคอำนวยความสะดวกแก่ราษฎรพร้อมทุ่มงบประมาณสรรสร้างงานนี้ให้สมบูรณ์แบบไม่แพ้ปีก่อนๆ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ราษฎรทุกระดับชั้นสามารถเดินเบียดบนถนนเส้นเดียวกันโดยไม่มีชนชั้นวรรณะมาเกี่ยวข้องนั่นเอง

            หนุ่มสาวจากชนชั้นทาสมักใช้โอกาสอันดีนี้ ใกล้ชิดกับหนุ่มสาวจากชนชั้นสูง เพราะไม่บ่อยที่จะได้ร่วมชมแสงสีไปพร้อมกันและหากโชคดีต้องตาต้องใจคุณชายจากตระกูลหนึ่งขึ้นมา พวกนางอาจได้รับใช้ใกล้ชิดในฐานะเมียทาสและมีชีวิตที่ดีขึ้นมากก็ได้

 

            เทศกาลนี้จึงเปี่ยมด้วยความงามและความสุขล้นเหลือ

 

            ชองยุนโฮโดดเด่นเสมอแม้อยู่ท่ามกลางฝูงชนมากหน้าหลายตา ดูเหมือนเขาจะชินชาเสียแล้วต่อการถูกสายตาจ้องมองอย่างชื่นชมและหมายปอง ยิ่งในยามนี้ข้างกายปรากฏคนงามรายล้อม ทั้งคิมจุนซูและซอเยจีที่อยู่ในอาภรณ์ราคาแพงทำให้กลุ่มผู้สูงศักดิ์จากบ้านสกุลชองตกเป็นเป้าสายตามากขึ้นไปอีก

            ซอเยจีเฝ้าส่งยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้งให้ท่านพี่ผู้งามสง่าไม่ว่างเว้น นางภูมิใจเหลือเกินยามท่านพี่คอยประคองเอวเน่งน้อยของนางไว้ข้างกาย เพื่อไม่ให้นางพลัดหายไปกับฝูงชน หัวใจนางพองโตทุกครั้งที่ท่านพี่ปฏิบัติต่อนางราวกับนางเป็นสิ่งล้ำค่าเสียเหลือเกิน

            ผิดกับคุณชายจุนซูที่ไม่ได้สนใจสหายรักกับน้องสาวของเขา หรือแม้แต่สายตาและเสียงซุบซิบชื่นชมในความน่ารักสดใสจากใครรอบกาย ทว่าคนตัวเล็กกลับตื่นตาตื่นใจต่อแสงสีของโคมไฟที่หลายๆ คนถือไว้ในมือ เสียงดนตรีจากวังหลวงช่วยเสริมให้บรรยากาศคึกคักเข้ากันได้ดีกับเสียงจอแจของผู้คน ตลอดสองข้างทางมีทั้งอาหาร ขนมให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณชายจากต่างเมืองสนุกจนไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว

 

            แต่ก็...

 

            ความจริงบอกว่าไม่รู้สึกถึงความผิดปกติในอะไรบางอย่างก็ไม่ได้ เนื่องจากทุกสายตาที่มองมาทางกลุ่มของพวกตนนั้นจดจ้องยาวนานกว่าปกตินัก ใช่ว่าคิมจุนซูไม่เคยเดินเคียงข้างชองยุนโฮแล้วถูกมอง ทว่าค่ำคืนนี้กลับรับรู้ได้ชัดเจนว่าทุกสายตาล้วนมองผ่านพวกเขาไปทางด้านหลังเป็นเวลานานและเปี่ยมความชื่นชมมากกว่า แน่นอนว่าคิมจุนซูไม่รอช้าหันไปตามทิศทางสายตาเหล่านั้นทันที

 

            อ้อ...

 

            คิมแจจุงที่ไม่พูดไม่จาตลอดทาง คิมแจจุงที่ไม่ได้อยู่ในอาภรณ์ราคาแพงเตะตา ทว่าความงามบนดวงหน้าเมื่อต้องแสงไฟประกอบกับแสงจันทร์ช่างดึงดูดให้คนเฝ้ายลแบบไม่รู้เบื่อ เรียกว่างามจนจันทรายังนึกอาย เช่นนั้นจึงทำให้แปลความหมายในสายตาหยาดเยิ้มจากบุรุษน้อยใหญ่ที่เอาแต่จ้องหน้าบ่าวรับใช้บ้านสกุลชองได้ว่า อยากกลืนกินลงท้องไปมากแค่ไหน แต่ก็แปลกที่คิมจุนซูต้องเบนสายตาขึ้นไปมองหน้าของสหายตัวสูงที่เอาแต่เดินไม่สนใจใครอย่างหาเหตุผลไม่ได้เช่นกัน

 

            บึ้งตึงราวกับมาทำสงครามก็ไม่ปาน

 

            “ดูสิ บุรุษพวกนั้นมองแจจุงตาไม่กระพริบเลยเชียว” เห็นสหายรูปงามหน้าบูดไม่มีสาเหตุ แล้วอยากแกล้งเย้าให้หายเบื่อ คุณชายน้อยจึงไม่รอช้ารีบกวนน้ำที่น่าจะขุ่นเพราะสาเหตุนี้ ให้ขุ่นจนมองไม่เห็นตัวปลาเลยทีเดียว “ข้าล่ะกลัวแทนแจจุงจริงๆ หากเผลอเดินหลงจากเราคงถูกลากไปรุมกินทั้งตัวเป็นแน่”

 

            กึก!

 

            ฝีเท้าหนักแน่นหยุดชะงักลงทันทีที่ถูกเสียงเจื้อยแจ้วของสหายรักปั่นป่วนอยู่ข้างหู หากแต่ชอง    ยุนโฮไม่ได้หันไปพูดกับจุนซูดังที่ใครบางคนคาดคิดไว้ ตรงกันข้ามคือหันไปเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้ตัวว่าตกเป็นหัวข้อสนทนาเลยสักนิด

            “เดินให้อยู่ในกลุ่มสิ เจ้าอยากหลงไปในฝูงชนหรือไง?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นราวกำลังตำหนิให้อีกฝ่ายนึกกลัวจนวางตัวไม่ถูก

            “ขะ...ขออภัยที่ทำให้นายน้อยมีโทสะ” คิมแจจุงไม่เข้าใจหรอกว่าตนทำสิ่งใดไม่เข้าหูเข้าตานายน้อย ทว่าโดนฟาดงวงฟาดงาใส่เช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้รีบขอโทษอย่างเคยชินให้หมดเรื่องไปเท่านั้น

            “ข้าหรือมีโทสะ หึ! ข้าไม่อ่อนไหวเพราะเรื่องของเจ้าถึงเพียงนั้นหรอก อย่าสำคัญตัวผิด” ปล่อยระเบิดลงกลางใจคนฟังเสร็จก็สะบัดหน้ากลับไปทางเดิม พร้อมก้าวฉับๆ โดยครั้งนี้ลืมโอบประคองเอวบางของเยจีไว้ดังเดิม

            สถานการณ์เช่นนี้ช่างเป็นผลดีต่อคนขี้เล่นแบบคุณชายน้อยยิ่งนัก คนตัวเล็กแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดให้มากความก็รีบดันให้คิมแจจุงเดินตามหลังนายน้อยจอมโทสะไปแบบไม่ให้คลาดโดยง่าย ส่วนตัวเองก็เดินเข้ามาประกบคุณหนูเยจีที่กระฟัดกระเฟียดจากการถูกพี่ชายเมินเฉยใส่จนแทบจะกินหัวแจจุงอยู่แล้ว

            “อุ๊ย! ปิ่นปักผมชิ้นนั้นสวยงามเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก น้องเยจีเรารีบไปดูกันเถิด”

            “ตะ..แต่ท่านพี่ไปทางนั้นแล้ว”

            “ไม่หลงกันง่ายๆ หรอกน่า มาเร็วมา เดี๋ยวก็มีคนชิงตัดหน้าไปก่อนหรอก” แม้ว่าหญิงงามจะไม่เห็นด้วยกับการเดินแยกจากกลุ่มไปมากแค่ไหน ทว่าคิมจุนซูก็มีแรงพลังมากพอจะกึ่งลากกึ่งจูงนางให้ตามติดออกไปด้วยอย่างง่ายดาย ปล่อยให้นายน้อยจอมหยิ่งกับบ่าวรับใช้คนงามได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

            เดิมทีคิมแจจุงไม่รู้หรอกว่าถูกคนชวนทอดทิ้งให้อยู่กับคนหน้าบึ้งเพียงสองต่อสอง เพราะไม่อยากให้นายน้อยบันดาลโทสะไปมากกว่านี้จึงทำเพียงก้มหน้าก้มตาเดินตามต้อยๆ แบบไม่มีปากมีเสียงเท่านั้น ความงดงามกับเสียงครื้นเครงไม่ทำให้อยากมีส่วนร่วมมากนัก ที่สำคัญคือไม่ชอบสายตาโลมเลียจากพวกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันพวกนั้นมากๆ เลยด้วย แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าคุณชายจุนซูกับคุณหนูเยจีพลัดหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ ใจที่นึกห่วงเรื่องความปลอดภัยมีมากเท่ากับใจที่กลัวนายน้อยตำหนิหากไม่รีบบอกกล่าวจึงส่งผลให้ริมฝีปากอิ่มงามกล้าเอ่ยปากกับเจ้านายหนุ่มก่อนเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

            คุณชายจุนซูเป็นคนสำคัญของนายน้อยนี่นา

 

            “นะ...นายน้อย” คงเพราะเสียงรอบข้างดังเกินไปผนวกกับน้ำเสียงหวานหูนั้นเบาจนโดนกลบ จึงทำให้การเรียกครั้งที่หนึ่งไม่ประสบผลสำเร็จดังใจหวัง “นายน้อยคือว่า...”

 

            เฮ้อ...

 

            คิดๆ ดูแล้ว ต่อให้ตะโกนเรียกจนคอแตกก็คงไม่เป็นผล หากนายน้อยยังเอาแต่จ้ำอ้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจคนขาสั้นที่พยายามวิ่งตามแม้แต่น้อย ดังนั้นคงต้องใช้วิธีไม้ตายที่ในชีวิตไม่คิดว่าต้องมาปฏิบัติกับนายน้อยเข้าจริงๆ

            คิมแจจุงตัดสินใจเร่งฝีเท้าขึ้นจนกลายเป็นวิ่งดุกดิกตามติดแผ่นหลังสูงใหญ่เข้าไปติดๆ ก่อนตั้งใจว่าจะคว้าเอาชายอาภรณ์ของคนสูงศักดิ์ไว้ให้หันกลับมาฟังเรื่องสำคัญจากกันเสียที

            “นาย....อ๊ะ!”

           

            ตุบ!

 

            แผนการมุ่งมั่นดันล้มไม่เป็นท่า แถมคนตัวเล็กยังเกือบล้มจนน่าอาย เหตุเพราะคนตัวสูงที่ตั้งหน้าตั้งตาเดินในคราแรก จู่ๆ ก็หันหลังมาหาจนคนที่วิ่งตามหยุดเท้าไว้ไม่ทัน ชนเข้ากับแผงอกกำยำนั้นโดยแรง โชคดีที่วงแขนเรียวยาวช่วยรั้งเอาไว้ได้ทันท่วงที

            “ซุ่มซ่าม” รีบคลายวงแขนปล่อยให้คนตัวเล็กหลุดออกไปยืนได้อย่างอิสระ แต่ก็ยังไม่วายตำหนิคนที่ยกมือขึ้นลูบหน้าผากปรอยๆ

            เมื่อครู่นี้คิมแจจุงเอาหน้าผากโขกเข้ากับอกของเขาเสียเต็มแรง จนปรากฏรอยแดงเป็นปื้นจนน่าตลก ชองยุนโฮจึงได้รู้ว่าเด็กรับใช้ในบ้านผู้นี้มีส่วนสูงที่เท่ากับหน้าอกของเขาเอง แถมยังรู้ด้วยว่าร่างกายนุ่มนิ่มนั้นมีกลิ่นหอมแบบแป้งเด็กที่พอได้กลิ่นก็สบายจมูกผิดกับกลิ่นเครื่องหอมที่เหล่าสตรีสูงศักดิ์ประโคมใส่กายแบบต่างกันลิบลับ

 

            คิมแจจุงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงหรือ?

 

            “นายน้อยหยุดเดินกะทันหันเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนระมัดระวังตัวมากแค่ไหนก็ต้องชนเข้าอยู่ดี”

            “เดี๋ยวนี้กล้าเถียงข้า ผิดกับเมื่อก่อนที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ยามถูกข้าแกล้งสินะ”

            “เรียกแกล้งคงไม่ถูก ควรเรียกว่าถูกรังแกดีกว่า”

            “นี่เจ้า!”

            คิมแจจุงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ และถึงแม้ในท่าทาง น้ำเสียงหรือแม้แต่แววตายังเปี่ยมไปด้วยความเกรงกลัวต่อเขาอยู่มาก ทว่าแต่ละคำพูดที่ต่อล้อต่อเถียงออกมาก็สามารถทำให้คนฟังหงุดหงิดหัวใจได้มากเลยทีเดียว

            “นายน้อยอย่าเพิ่งบันดาลโทสะใส่ข้าเลย เพราะตอนนี้ควรตามหาคุณชายจุนซูกับคุณหนูที่ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้วดีกว่า” ก่อนจะถูกนายน้อยจ้องเอาจ้องเอาราวกับอยากกินเลือดกินเนื้อมากไปกว่านี้ ขอเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนดีกว่า

            “สองคนนั้นคงเดินดูของเล่นแถวนี้ เจ้ารีบเดินตามมาก่อนจะหลงไปอีกคนแล้วกัน”

            “เอ๋…นายน้อยไม่ตามหาคุณชายจุนซูก่อนหรือ?” ท่าทางไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของสหายคนสำคัญที่ชองยุนโฮแสดงออกมานั้น ทำให้คนฟังต้องมองตาปริบๆ เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าแท้จริงนายน้อยกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่

            “จุนซูฉลาดพอจะดูแลตัวเองกับเยจีได้ เจ้ามากกว่าที่ทั้งโง่ทั้งเชื่องช้าเอาตัวไม่รอด”

            ถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำไม่รื่นหูเช่นนั้น ไม่แปลกที่คนงามจะเผลอทำหน้ามุ่ยแถมทำแก้มป่องพองลมใส่คนพูดเพื่อแสดงความไม่พอใจ ก็ในเมื่อเขาไม่ได้โง่แถมยังไม่ได้ช้าเป็นเต่าอย่างที่นายน้อยตำหนิเสียหน่อย แต่ที่เดินตามไม่ทันเพราะคนขายาวเอาแต่จ้ำอ้าวไม่คิดรีรอกันเองมากกว่า

 

            พ่อคนใจร้อนเอ๊ย!

 

            “ทำหน้าทำตาเช่นนี้ อยากด่าข้าสิท่า” คนที่ชอบใช้วาจาก่อกวนประสาทก็รู้ตัวดีเหลือเกินว่าทำให้อีกฝ่ายอยากกระโดดกัดหูมากแค่ไหน หากไม่ติดว่าคิมแจจุงเกรงกลัวเขามาตั้งแต่เด็ก ป่านนี้คงถูกกระโดดเตะเพื่อเป็นการเอาคืนแล้วกระมัง

 

            หึหึหึ!

            แกล้งคนไม่มีทางสู้อย่างคิมแจจุงสนุกจะตาย

 

            “ใครกล้าด่าบุตรชายเสนาบดีคลังกันเล่า”

            “รู้ที่สูงที่ต่ำก็ดี เช่นนั้นรีบเดินตามข้ามาอย่าให้หลงแล้วกัน” ไม่ต้องรอให้คนอวดดีทันต่อล้อต่อเถียงอีกยก ก็หันหลังกลับพร้อมออกเดินต่อแบบอารมณ์ดีสุดๆ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่การทำให้เด็กเหลือขอคนนี้หน้ามุ่ยเพราะเถียงเขาไม่ทันได้กลายเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตไปเสียแล้ว

            “นายน้อยรีบไปตามกวางที่ไหนหรือ?” เพิ่งเป็นต้นเหตุให้ชองยุนโฮยิ้มได้ไม่ถึงอึดใจก็กลายเป็นสาเหตุให้ใบหน้าหล่อๆ นั้นหันกลับมาแยกเขี้ยวใส่ในทันที ก็แหม...นายน้อยเดินเร็วเหมือนรีบไปล่ากวางมาถวายพระราชาเช่นนี้ ต่อให้ออกแรงวิ่งก็ไม่มีทางตามทันหรอก

            “หากกลัวหลงก็จับชายเสื้อข้าไว้”

            ผิดคาดเมื่อนายน้อยที่มักไม่สบอารมณ์ต่อคำพูดทุกคำที่หลุดออกมาจากปากของคนตัวเล็ก กลับไม่บันดาลโทสะใส่ หากแต่ยื่นแขนยาวๆ ที่มีชายเสื้อตกลงมามากพอให้จับยึดไว้เป็นหลักพักพิงได้ดีให้คิมแจจุงจับไว้อย่างเปี่ยมน้ำใจ

            แน่นอนว่าในคราแรกเจ้าของมือเรียวเล็กไม่ได้รีบตะครุบโอกาสไว้ดังที่สตรีทั้งแผ่นดินปรารถนา แต่คิมแจจุงยังปรากฏความลังเลอยู่มาก เนื่องจากทั้งชีวิตที่ผ่านมาได้ใกล้ชิดนายน้อยมากสุดก็แค่สามสี่ก้าว มาคราวนี้นายน้อยกลับเมตตาให้จับต้องอาภรณ์ราคาสูงโดยไม่ถือตัว ช่างเป็นเรื่องเกินความคาดฝันและทำให้ขลาดกลัวในการปฏิบัติตามเหลือเกิน

            “ชักช้าอยู่ได้”

            สุดท้ายเมื่อถูกคนใจดีไม่กี่อึดใจตำหนิออกมาอีก จึงทำให้มือบอบบางเอื้อมไปจับแขนเสื้อนั้นไว้อย่างมั่นคง หลังจากนั้นจึงบังเกิดภาพที่หลายคนบอกว่า ‘น่ารัก’ อีกหลายคนบอกว่า ‘น่าเอ็นดู’ ตลอดสองข้างทางไม่ขาดสาย แต่จะให้คำนิยามว่าอย่างไรก็ตามเถิด ภาพที่บังเกิดนี้ย่อมเป็นฝีมือของสองนายบ่าวจากบ้านตระกูลชองทั้งสิ้น

            การถูกคิมแจจุงดึงชายเสื้อไว้ ส่งผลให้ชองยุนโฮรับรู้ถึงการมีอยู่ของคนตัวเล็กได้ตลอดเวลา มั่นใจว่าหากเดินไปทางนั้นหรือเลี้ยวไปทางไหน คิมแจจุงก็ไม่มีวันพลัดหลงไปจากเขาได้แน่ ขณะที่คนตัวเล็กก็อุ่นใจขึ้นมากเมื่อฝีเท้ายาวๆ และรวดเร็วของนายน้อย ผ่อนแรงลงมากจนทำให้ช่วงขาสั้นไม่ต้องออกแรงวิ่งตามจนแทบหอบเหมือนคราแรก

 

            ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ตัวว่ากำลังปรากฏรอยยิ้มน่ามองมากเพียงใด

 

            “อยากลอยโคมหรือไม่?” ความเงียบประหลาดที่ห่อหุ้มรอบกายของทั้งสองเอาไว้ ถูกทำลายลงเมื่อเจ้าของเสียงทุ้มเป็นฝ่ายเอ่ยถามถึงกิจกรรมสำคัญในเทศกาลนี้ขึ้นมา นั่นจึงทำให้คิมแจจุงหันไปมองทางด้านหน้าที่ทั้งสองหยุดยืนอยู่ให้เต็มสองตา ก่อนพบว่าพวกเขามาถึงบริเวณท่าน้ำใสสะอาดซึ่งถูกจัดเตรียมไว้สำหรับลงไปลอยโคมโดยเฉพาะ

            ส่วนใหญ่ผู้คนที่มาบริเวณนี้จะมากันเป็นคู่ มีให้เห็นบางตาที่มาคนเดียวแต่ใบหน้าแต้มรอยยิ้มอิ่มใจไปกับการอธิษฐานพร้อมมองโคมของตัวเองไหลไปตามกระแสน้ำอย่างราบรื่น ส่วนคนที่มาเป็นคู่หนุ่มสาวมีมากที่จับมือกันลงไปริมท่าและตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกัน บางคู่ก็ให้ฝ่ายหญิงเป็นคนลอยส่วนชายคนรักทำหน้าที่ระวังไม่ให้นางในดวงใจพลาดท่าพลัดตกลงไปในน้ำ บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความสุขอันหวานละมุนยิ่งนัก

 

            นายน้อยคงอยากมากับคุณชายจุนซูมากกว่า...

 

            “ข้าถามว่าอยากลอยหรือไม่?” น้ำเสียงที่ถามออกมาเป็นครั้งที่สอง ออกจะไม่สบอารมณ์ที่คนข้างกายเอาแต่เหม่อมองไปด้านหน้าคล้ายไม่ให้ความสำคัญต่อคำถามของตนเลยสักนิด

 

            อยู่กับเขาต้องมองเพียงเขาไม่ใช่หรือ?

 

            “ก็...อยาก”

            “เลือกมาสักอันสิ ข้าซื้อให้เจ้าเอง”

           

            เอ๋?

            นายน้อยใจดีผิดปกติ

 

            “แล้วนายน้อยไม่ลอยหรือ?” คนตัวเล็กถามพร้อมทำตาปริบๆ แฝงแววสงสัยในตัวอีกฝ่ายโดยไม่มีปิดบัง งานเทศกาลที่มีเพียงปีละครั้งนายน้อยกลับไม่เข้าร่วมทั้งที่อุตส่าห์เดินมาตั้งไกล ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกใจยิ่งนัก

            “ข้ามองเจ้าก็พอ”

            “ห๊ะ?”

            “ฮึ่ม...ข้าหมายความว่าคอยมองไม่ให้เจ้าพลัดตกน้ำก็พอแล้ว”

            “อ้อ...เช่นนั้นข้าเอาโคมสีชมพูนี้แล้วกัน”

            คนหนึ่งแม้เสียกิริยาไปมากแต่ก็ยังกอบกู้สถานการณ์ด้วยคำแก้ตัวที่ฟังอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อถือขึ้นมาได้ เพราะคนฟังกลับบ้าปักใจเชื่อด้วยเป็นคนซื่อ แถมยังทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่โคมสีสดใสในมือแทน

 

            ครั้งนี้จึงรอดตัวไป

 

            “ข้าจะอธิษฐานเผื่อนายน้อยแล้วกันนะ” คิมแจจุงส่งยิ้มหวานล้ำให้นายน้อยเพื่อตอบแทนที่อุตส่าห์เสียเงินซื้อโคมรูปดอกบัวสีชมพูนี้ให้ ก่อนรีบวิ่งลงไปริมน้ำแล้วตั้งหน้าตั้งตาขอพรจากท้องฟ้าเบื้องบนกับสายน้ำเบื้องล่าง ราวกับสิ่งที่ปรารถนาจะโผล่ขึ้นมาตรงหน้าทันทีทันใด

 

            กำลังวอนขอสิ่งใด?

           

          ‘ขอให้ดวงวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่บนสรวงสวรรค์มีความสุข ขอให้ทุกคนในบ้านตระกูลชองมีความสุข’

 

            คงไม่ขอมากเกินไป

 

            “ที่สำคัญขอให้นายน้อยเลิกบ่นใส่แจจุงด้วยเถิด” คำขอสุดท้ายแอบพึมพำกับตนเองเพื่อไม่ให้คนที่ยืนมองอยู่ข้างหลังได้รู้ตัวว่าถูกนินทา ก่อนค่อยๆ ยื่นแขนลงไปใกล้ผิวน้ำเพื่อปล่อยให้เจ้าโคมสว่างสดใสล่องลอยไปตามกระแสน้ำอย่างมีอิสระ

            ครั้งหนึ่งกระแสน้ำเคยคร่าชีวิตพ่อแม่ของเขาไปจนสิ้น มาครั้งนี้หวังว่ากระแสน้ำจะช่วยพัดพาคำอธิษฐานให้เป็นจริงตลอดกาล

            “อ๊ะ!” ความที่คนเยอะและออกจะเบียดเสียดกันเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้คนที่มีสติจดจ่ออยู่กับโคมลอยของตนถูกชนจนแทบจะพลัดตกลงไปในน้ำเย็นนั้นเข้าจริงๆ

            “ระวังหน่อยสิ” อย่าหวังได้ตกลงไปอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อมีชองยุนโฮคอยให้การปกป้องคุ้มครองไม่ห่างกายอยู่เช่นนี้

            วงแขนเรียวยาวเกี่ยวกระหวัดเอาเอวคอดพอดีมือนั้นไว้ พร้อมดึงคนตัวเล็กให้ขึ้นมายืนแนบอก  คิมแจจุงไม่ได้ปรารถนาจะโดดลงไปในน้ำแต่เพราะถูกคนอื่นชนจนเสียหลักมากกว่า ทว่านายน้อยก็อดตำหนิให้คนที่กำลังมีความสุขหน้าเจื่อนลงไปไม่ได้

            “หากตกลงไปข้าต้องเสียเวลางมศพเจ้าอีก”

           

            คำอธิษฐานไม่เป็นจริงสักนิด

           

            “ไม่ตกแล้วนี่นา” คนตัวเล็กตอบเสียงแผ่วพร้อมก้มหน้าแนบอกนายน้อยเพราะยังรู้สึกใจหายอยู่มาก ทว่าด้วยอ้อมแขนที่ยังไม่ผละออกไปนี้ทำให้ในหัวใจดวงน้อยรู้สึกอบอุ่นได้อย่างประหลาด

            “หากไม่มีข้าอยู่ เจ้าจะทำอย่างไร?” ป่านนี้ไม่กลายเป็นวิญญาณล่องลอยให้เขาตามแกล้งไม่ได้อีกแล้วหรือ

            “แต่ก็มีนายน้อยอยู่ตรงนี้ ข้าจำเป็นต้องกังวลด้วยหรือ?”

            “เจ้านี่มัน!”

           

            น่าตี น่าหยิก น่าจับมานั่งเทศนาทั้งวันทั้งคืนเสียให้เข็ด

           

            “นายน้อยดูนั่นสิ!” ถึงกระนั้นแจจุงก็ยังเป็นแจจุงที่ไม่คิดเล็กคิดน้อยให้นานจนเสียเวลามีความสุข  คนตัวเล็กรีบชี้ชวนให้เจ้านายจอมขี้บ่นหันไปชื่นชมกลุ่มพลุสีสันงดงามตระการตาที่ลอยพุ่งไปบนฟากฟ้ายามราตรีอย่างกระตือรือร้น โดยลืมไปด้วยซ้ำว่าตนยังอยู่ในอ้อมแขนของคนขี้บ่น

 

            ชองยุนโฮเลือกเงียบไม่เตือนสติ

 

            “สวยจัง” คิมแจจุงฉีกยิ้มกว้างพร้อมพร่ำเพ้อไปกับความงามของพลุและกลุ่มโคมลอยที่ถูกปล่อยขึ้นไปบนฟ้าไม่ขาดสาย งดงามราวกับดวงดาวระยิบระยับมาลอยอยู่แค่เอื้อมมือก็ไม่ปาน

            “นั่นสิ...”

 

            อย่ารู้เลยว่านายน้อยหมายถึงสิ่งใด

 

spells

 

คือจริงหรือแค่ฝัน

ปล่อยให้เป็นปริศนา

อย่าได้ค้นหา

อย่าได้อยากรู้

ปล่อยไปตามเวลาจักดีกว่า

 

Spells

waiting for more

 

 

: อย่าว่าแต่คนอ่านไม่ชินเลย คนเขียนก็ไม่ชินกับการลงฟิคตอนหนึ่งสั้นๆ แบบนี้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวก็ชินค่ะ #เลว 5555+

 

ตอนที่ 4 - 24(จบ) ตามต่อใน http://writer.dek-d.com/yunjaekick/story/view.php?id=1368045

ลงย้อนหลังไม่ไหวจริงๆ คร้าาาาา

#ฟิคเวทมนต์